หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

SCGP ผลักดันหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก ทั้งปัญหาภาวะโลกร้อน การขาดแคลนทรัพยากร วิกฤตขยะ ความยากจนและคุณภาพชีวิต โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุน เวียนมาใช้บริหารจัดการให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรและพลังงานในระบบอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ การวางแผนและออกแบบการเลือกใช้วัสดุ การผลิต การบริโภค การจัดการของเสียและนำกลับมาเป็นวัตถุดิบใหม่ในกระบวนการผลิต

กลยุทธ์
1
การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างและรักษาคุณค่าหลักของวัสดุสูงสุด
2
ส่งเสริมการใช้วัสดุชีวภาพหรือวัสดุทดแทนที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้
3
วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อยืดอายุสินค้าและส่วนประกอบ
4
ใช้แพลตฟอร์มการแบ่งปัน (Sharing Platform) เพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
5
ร่วมมือ กับ ลูกค้า พันธมิตรธุรกิจ ตลอดห่วงโซ่อุปทานในการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
6
รวบรวมและจัดการของเสีย เพื่อนำกลับไปใช้ใหม่
7
ปรับเปลี่ยนสร้างธุรกิจตามแนวคิดทำสินค้าให้เป็นบริการ (Product as a Service)
8
เข้าร่วมเป็นสมาชิก เครือข่่าย องค์กรระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายร่วม ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
9
ช่วยรวบรวมและจัดการของเสียและบรรจุภัณฑ์ที่ยากต่อการรีไซเคิล เพื่อส่งเสริมสังคมเศรษฐกิจหมุนเวียน
ห่วงโซ่คุณค่าแห่งการหมุนเวียน

อ้างอิงจาก CEO GUIDE TO THE CIRCULAR ECONOMY, WBCSD

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
เป้าหมาย

SCGP มุ่งมั่นที่จะออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยร่วมสร้างสรรค์กับลูกค้า เพื่อมุ่งสู่บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด

100% ที่สามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือสลายตัวได้ ภายในปี 2573

ผลการดำเนินงานปี 2567

สัดส่วนปริมาณบรรจุุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ ใช้ซ้ำได้ หรือสลายตัวได้

99.7% ของปริมาณบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด

ความต้องการกระดาษรีไซเคิลของ SCGP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแผนการผลิตกระดาษ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณเป้าหมายการนำเศษกระดาษกลับมาใช้ในการผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากรายงานประจำปี อัตราส่วนวัตถุดิบในการผลิตต่อจำนวนการผลิตรวม อยู่ที่ประมาณ 0.81

วัตถุดิบที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษของ SCGP ทำมาจาก ชิ้นไม้สับ, เยื่อกระดาษ, กระดาษรีไซเคิล และเส้นใยธรรมชาติอื่นๆ โดยวัตถุดิบเหล่านี้ได้ถูกแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์กระดาษประเภทต่างๆ เช่น กล่องกระดาษ, ถุงกระดาษ และ ผลิตภัณฑ์กระดาษต่างๆ โดยในปี 2567 SCGP ใช้วัตถุดิบทั้งหมด 5,091,508 ตันสำหรับการผลิต ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ

วัตถุดิบรวมของบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงหมายถึง จำนวนวัสดุโดยรวมที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบอ่อนตัว, บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งตัว และบรรจุภัณฑ์พลาสติกประสิทธิภาพสูง โดยในปี 2567 ปริมาณการใช้วัตถุดิบพลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงทั้งหมด เพิ่มขึ้นเป็น 136,965 ตัน เนื่องมาจากข้อมูลของกลุ่มบริษัท Duy Tan Plastics ถูกนำมารวมด้วยในปีนี้

วัตถุดิบส่วนใหญ่ของ SCGP มาจากเยื่อและกระดาษซึ่งสามารถนำมารีไซเคิลและหมุนเวียนได้ โดยเยื่อกระดาษรีไซเคิล คือ กระดาษที่ผ่านการใช้งานแล้ว โดยผ่านกระบวนการทำความสะอาดด้วยกระบวนการทางกลและ/หรือทางเคมี ในส่วนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลนั้น มาได้จาก 2 แหล่ง ได้แก่ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่เหลือทิ้งหรือสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (PIR) และ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคมาแล้ว (PCR)

แนวทางนี้ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่และวัสดุไม่หมุนเวียน โดยส่งเสริมความยั่งยืน อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการใช้พลังงาน และลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในปี 2567 สัดส่วนของวัสดุรีไซเคิลสูงถึง 77.5% เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของวัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนได้ รวมกันได้ 97.4% ในปี 2567 เนื่องมาจากวัสดุเยื่อและกระดาษเป็นสัดส่วนหลักของการผลิต

SCGP ใช้วัสดุเยื่อกระดาษหลัก 2 ประเภทในการดำเนินงาน โดยในปี 2567 มีการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลในการผลิตกระดาษ เช่น เยื่อ หรือ กระดาษรีไซเคิล คิดเป็นประมาณ 83% ของวัตถุดิบในการผลิตกระดาษที่ใช้ ในขณะที่วัตถุดิบบริสุทธิ์ในการผลิตกระดาษ เช่น ชิ้นไม้สับ, เยื่อกระดาษบริสุทธิ์ คิดเป็นประมาณ 17% ของทั้งหมด ซึ่งเยื่อบริสุทธิ์ที่ SCGP ใช้นั้น ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC™ - Forest Stewardship Council™ เพื่อให้มั่นใจว่าเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ทั้งหมดที่ใช้ในกระบวนการนั้นได้มาจากแหล่งกำเนิดที่ได้รับการรับรองว่าปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงใช้วัตถุดิบพลาสติกจากสองแหล่ง ได้แก่ เม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ และ เม็ดพลาสติกรีไซเคิล โดยในปี 2567 มีปริมาณการใช้พลาสติกบริสุทธิ์คิดเป็นประมาณ 96.7% ของวัสดุพลาสติกที่ใช้ อย่างไรก็ตาม การใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลโดยการใช้ Post-Consumer Recycled (PCR) และ Post-Industrial Recycled (PIR) คิดเป็นประมาณ 3.3% ของปริมาณทั้งหมด แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างน้อย แต่ SCGP มุ่งมั่นที่จะสร้างความยั่งยืนมากขึ้น โดยการนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมที่สำคัญ
เศรษฐกิจหมุนเวียน
POST-INDUSTRIAL RECYCLED WASTE (PIR WASTE)
Post-Industrial Recycled Waste (PIR Waste) นำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต เช่น เศษบดตัดขอบ และแผ่นพลาสติกเหลือใช้จากการขึ้นรูป มาบดย่อย แปรรูป และนำมาใช้เป็นวัตถุดิบเสริมในการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ใหม่ เช่น แกลลอนน้ำมันเครื่อง และถ้วยบรรจุอาหารสำหรับกระบวนการฆ่าเชื้อแรงดันสูง (Thermoformed cup for retort process)

หมุนเวียนของเสียกลับมาเป็นวัตถุดิบ

หมุนเวียนของเสียกลับมาเป็นวัตถุดิบใช้ในการผลิตสินค้าใหม่ เช่น PCR นำเม็ดพลาสติกที่ผ่านการใช้งานจากผู้บริโภคมา ใช้เป็นวัตถุดิบเสริมในการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ ช่วยลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ (virgin resin) เช่น ขวดแชมพู เป็นต้น

SCGP Recycle

โมเดลธุรกิจ SCGP Recycle เพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรทั้งองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ บุคคลากร และ Facility เพื่อให้การดำเนินโครงการเพื่อสังคม สามารถสร้างคุณค่ากลับมาให้ธุรกิจ โดยนำกระดาษเหลือใช้ที่จัดเก็บกลับสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตใหม่ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นหัวใจสำคัญของ SCGP พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรและสังคม

นอกจากการรับวัสดุเหลือใช้จากองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว SCGP Recycle ยังขยายพื้นที่ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตร โดยนำขยะรีไซเคิลที่แยกประเภทเอาไว้ เช่น กระดาษประเภทต่าง ๆ ขวดน้ำพลาสติก และฟิล์มพลาสติก ไปให้ที่ Drop Point ใกล้บ้าน ในโครงการที่ SCGP Recycle ร่วมมือกับพันธมิตร เช่น ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้านจัดสรร ปั๊มน้ำมัน และอาคารสำนักงาน เพื่อให้ทุกคนช่วยกันดูแลโลกได้อย่างไม่ลำบาก ด้วยระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และเชื่อถือได้ของ SCGP Recycle ทำให้มั่นใจได้ว่าขยะรีไซเคิลถูกส่งกลับเข้าสู่วงจรไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะถูกคืนชีพขึ้นมาใหม่ หรือเพิ่มคุณค่าไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ช่วยลดปริมาณขยะและงบประมาณในการจัดเก็บ ไม่ต้องนำขยะไปกำจัดด้วยการเผาหรือฝังกลบ ซึ่งมีส่วนในการเพิ่มมลพิษ และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อน

สรุปผลการดำเนินงาน ปี พ.ศ. 2563-2567

  • จำนวนศูนย์รีไซเคิลกระดาษ 71 ศูนย์
  • จำนวนพันธมิตรที่ร่วมโครงการ 120 ราย
  • จำนวนจุดรับวัสดุเหลือใช้ 500 แห่ง
  • จำนวนกระดาษรีไซเคิลทั้งหมดที่จัดเก็บได้เฉลี่ย 1,311 ตันต่อปี
ผลิตภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้
ผลิตภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ เช่น บรรจุุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ที่ผลิตจากฟิล์มประกบหลายชั้น แต่ละชั้้นเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน (Multi-layer mono material) ด้วยเทคโนลียี R-1 และ R-1plus สามารถปกป้องสินค้า และทนแรงกระแทกสููง นำกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและวัสดุุอื่น ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ ช่วยให้เกิดการหมุุนเวียนวัตถุุดิบทดแทนกลับเข้าสู่ระบบ

Service Solutions

SCCP Recycle เป็นบริการ Solutions ที่ SCGP จัดเตรียมให้กับพันธมิตร เพื่อใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารการรับบริการและรับทราบ ข้อมูลการคัดแยกวัสดุเหลือใช้เพื่อนํากลับมารีไซเคิลอย่างถูกวิธี ครบวงจร ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น กระดาษเหลือใช้ พลาสติกเหลือใช้ และวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เมื่อได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง รวมทั้งมีบริการให้ข้อแนะนําแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเข้าใจถึงกระบวนการจัดการวัสดุเหลือใช้ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และมีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

โครงการรีไซเคิลกระดาษ ส่งเสริมการน้ำกระดาษใช้แล้ว มารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ โดยการตั้งจุด Drop Point ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเชื่อมวงจรการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2567 สามารถรีไซเคิลกระดาษได้รวม 101 ตัน จากการดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น

SCGP ร่วมโครงการ “WeCYCLE” จัดโดย บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย WHA ได้ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและองค์กรพันธมิตร ในการจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้

CEO SCGP ร่วมงานโครงการ “WeCYCLE” จัดโดย WHA, ธันวาคม 2567

ร่วมมือกับพันธมิตรจัดตั้งตู้รับกระดาษรีไซเคิล (SCGP Recycling Drop Point) ในพื้นที่เช่น UNIQLO, BDMS, SINDHORN Village @Velaa, ท่ามหาราช, KRONOS, BITEC, The Mall Group, EM District, CHEWATHAI, LOXLEY เพื่อรับกระดาษ กล่อง และ ลังกระดาษที่ไม่ใ่ช้แล้วนำ ไปรีไซเคิลเป็นวัสดุใหม่เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม และตอกย้ำถึงประสิทธิภาพขององค์กรในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

Velaa Sindhorn Village Langsuan ร่วมกับ SCGP ตั้งจุดรับกระดาษรีไซเคิล ในวันสิ่งแวดล้อมโลก, มิถุนายน 2567

ร่วมกับ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษหลังการใช้งานนำมารีไซเคิลอย่างเป็น ระบบเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย SCGP จะนำวัสดุบรรจุุภัณฑ์กระดาษหลังการบริโภคของ TBR กลับคืนสู่กระบวนการผลิตทั้งหมด

SCGP จับมือ ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล นํากระดาษกลับสู่กระบวนการรีไซเคิล, มีนาคม 2567

SCGP ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

กิจกรรม

SCGP ดำเนินกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า ดังนี้:

  • ต้นน้ำ (Upstream): การจัดหาวัตถุดิบโดยคำนึงถึงการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น วัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือวัสดุที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว
  • กระบวนการผลิต (Operation): ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และผสานพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดของเสีย
  • ปลายน้ำ (Downstream): การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ยาวนานขึ้น และเอื้อต่อการรีไซเคิล
  • กิจกรรมอื่นๆ: SCGP ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในหลายภาคส่วน

รูปที่ 1: ตัวอย่างกิจกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนในแต่ละช่วงของห่วงโซ่คุณค่า

ผลิตภัณฑ์

ในกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ของ SCGP ควรมีอย่างน้อยหนึ่งลักษณะดังต่อไปนี้:

ออกแบบให้ถอดประกอบได้ (Designed for Disassembly):

ออกแบบเพื่อให้สามารถถอดประกอบและซ่อมแซมได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน

ลดการใช้ทรัพยากร (Reduced Resource Use):

ลดการใช้วัสดุหรือทรัพยากรธรรมชาติ โดยครอบคลุม:

  • การผลิต: เพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัสดุและลดของเสีย
  • การกระจายสินค้า: ลดวัสดุบรรจุภัณฑ์และผลกระทบจากการขนส่ง
  • บรรจุภัณฑ์: ใช้วัสดุน้อยลง รีไซเคิลได้ หรือใช้วัสดุยั่งยืน
  • บริการ: เปลี่ยนจากสินค้าจริงเป็นดิจิทัลหรือบริการเสมือนเพื่อลดการใช้วัสดุ
  • พฤติกรรมผู้บริโภค: สร้างความรู้และส่งเสริมการรีไซเคิล การใช้ซ้ำ และการบริโภคอย่างยั่งยืน
ใช้วัสดุหมุนเวียน (Renewable Material Use):

ใช้วัสดุที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ เช่น วัสดุชีวภาพ

สามารถรีไซเคิล และมีวัสดุรีไซเคิล (Recyclable and Recycle Content)
  • รีไซเคิลได้: ผลิตภัณฑ์สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ได้
  • Recycle content หรือวัสดุไม่ใช่ Virgin: ใช้วัสดุที่เคยใช้มาแล้วหรือเศษวัสดุจากการผลิต
ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy):

ใช้พลังงานจากแหล่งที่หมุนเวียนได้ เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ หรือชีวมวล

ใช้พลังงานที่ได้จากการนำกลับมาใช้ (Recovered Energy):

ใช้พลังงานที่ได้จากการจัดการพลังงานส่วนเกินหรือนำกลับมาใช้ใหม่

ลดการใช้พลังงาน (Reduced Energy Consumption):

ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตหรือขณะใช้งาน เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายกัน

ลดการใช้น้ำ (Reduced Water Consumption):

ลดการใช้น้ำประปา น้ำบาดาล และน้ำผิวดินในกระบวนการผลิต

ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาว (Extended Life Product):

ออกแบบให้ทนทานและสามารถใช้งานได้นาน พร้อมปรับปรุงการออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมแซม โดยเฉพาะโดยบุคคลที่สาม

นำกลับมาใช้ใหม่หรือเติมซ้ำได้ (Reusable and Refillable):

ออกแบบให้สามารถใช้ซ้ำได้ หรือเติมผลิตภัณฑ์เดิมได้หลายครั้งโดยไม่ต้องทำความสะอาดพิเศษ

ลดของเสีย (Waste Reduction):

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยกระบวนการที่ลดของเสีย เช่น ปรับเปลี่ยนขั้นตอนผลิต บรรจุภัณฑ์ หรือการออกแบบเพื่อลดของเสียจากการใช้งาน

ย่อยสลายได้ (Compostable):

ผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ หรือชิ้นส่วนที่สามารถย่อยสลายได้ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด ทั้งการย่อยสลายทางชีวภาพและแสงแดด

การรายงานข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

  1. รายการปริมาณผลิตภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้ SCG Green Choice และกิจกรรมภายใต้ Circular Economy (ข้อมูลสะสม)
    รวบรวมข้อมูลจำนวนผลิตภัณฑ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมทั้งระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดอยู่ภายใต้การรับรอง SCG Green Choice
  2. มูลค่าทางเศรษฐกิจจากกิจกรรม Circular Economy
    เช่น รายได้จากการขาย การประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน หรือรายได้จากกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณจากช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี (หากโครงการยังไม่แล้วเสร็จภายในปี ให้รายงานเฉพาะข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง)
  3. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Reduction)

    ข้อกำหนดในการรายงาน: แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการภายใต้เศรษฐกิจหมุนเวียน ครอบคลุมตลอดช่วงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

    แนวทางการคำนวณและตัวอย่าง: การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถคำนวณจากความแตกต่างระหว่างปริมาณการปล่อยก่อนดำเนินโครงการ (Baseline) และหลังดำเนินโครงการ (Project Emission) โดยต้องใช้ชุดข้อมูลเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน

    สูตรการลดคาร์บอน = การปล่อยเดิม (Baseline) – การปล่อยหลังโครงการ (Project Emission)หรือ
      = ความแตกต่างของข้อมูลกิจกรรม (ลดลง) × ค่าปัจจัยการปล่อย (Emission Factor)

    รูปที่ 2: แนวคิดการคำนวณการลดการปล่อย GHG

  4. สัดส่วนการหมุนเวียนของทรัพยากรขาเข้า (% Circularity Inflow) และขาออก (% Circularity Outflow)

    แนวทางการคำนวณและตัวอย่าง:

    % Circular Inflow: คิดจากปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต (ไม่รวมบรรจุภัณฑ์ สารเคมีในระบบสนับสนุนการผลิต น้ำ และพลังงาน) ประกอบด้วย:

    • % Renewable Inflow: สัดส่วนของทรัพยากรที่มาจากการจัดการอย่างยั่งยืน (ตามมาตรฐานสากล) และสามารถเติมเต็มได้เท่าทันหรือเร็วกว่าการใช้งาน เช่น วัตถุดิบชีวภาพ ไม้ปลูกอย่างยั่งยืน
    • % Non-virgin or Recycled Inflow: สัดส่วนของวัสดุที่เคยถูกใช้งานแล้ว และนำกลับมาใช้แทนวัสดุดิบใหม่ เช่น พลาสติกรีไซเคิล (PCR, PIR), เศษกระดาษรีไซเคิล, ตะกอนที่ผ่านการล้างแล้ว หรือของเสียจากกระบวนการผลิตอื่น

    % Circular Outflow: คิดจากปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต (ไม่รวมของเสียจากระบบสาธารณูปโภคหรือการบำรุงรักษา และไม่รวมบรรจุภัณฑ์) โดยประกอบด้วย:

    • % Recovery Potential: ศักยภาพในการนำวัสดุกลับเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่อีกครั้งหลังหมดอายุการใช้งาน เช่น
      • ศักยภาพเต็มที่ = 100%
      • ไม่มีศักยภาพ = 0%
      • ศักยภาพบางส่วน = X%
    • % Actual Recovery: ปริมาณวัสดุที่สามารถนำกลับเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าจริง หลังออกจากขอบเขตขององค์กร หากไม่มีข้อมูล สามารถใช้ข้อมูลเฉลี่ยระดับประเทศหรือระดับโลกเป็นตัวแทนได้

    รูปที่ 3: %Circularity (CTI 2.0)