การบริหารจัดการน้ำ
น้ำ คือ ทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีพี เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและให้ประโยชน์สูงสุด เอสซีจีพีได้นำหลักการ 3R มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ (Reduce) นำน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตและผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ (Reuse, Recycle) และการฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำธรรมชาติในการปล่อยน้ำออกสู่แหล่งสาธารณะ เอสซีจีพีปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ของกฏหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีพหรือการใช้น้ำของชุมชนรอบโรงงาน
ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบอย่างสําคัญต่อการจัดการน้ำ เช่น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ไม่ตกในพื้นที่ต้นน้ำ ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนลดลง ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นจากแนวโน้มการเพิ่มของประชากรโลก ทําให้เกิดความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในโรงงานและชุมชนใกล้เคียง เอสซีจีพีมุ่งมั่นยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ โดยมีคณะทำงานด้านการจัดการน้ำแบบบูรณาการร่วมกันในทุกธุรกิจ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารและจัดการความเสี่ยงด้านน้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำ มีหน่วยงานติดตามประเมินความเสี่ยงด้านการใช้น้ำ และทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิตัลและสร้างนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและเพิ่มการนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่
ผู้บริหารระดับสูงของ SCGP รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้กำหนด “ความเข้มข้นของการใช้น้ำ” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ (KPI) โดยมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมของคณะกรรมการ ESG และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ
คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ
ภายใต้คณะกรรมการ ESG ซึ่งมี CEO เป็นประธาน มิติด้านสิ่งแวดล้อมได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเพื่อดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยรวม รวมถึงคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำของ SCGP มีผู้บริหารระดับสูงเป็นประธานคณะกรรมการ และมีตัวแทนจากแต่ละโรงงานเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน โครงสร้างนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านน้ำ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาประสิทธิภาพการใช้น้ำในโรงงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
บทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการ:
- จัดทำนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการใช้น้ำภายในและการปล่อยน้ำทิ้งออกภายนอก
- กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและติดตามแผนปฏิบัติการ
- ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และจัดทำมาตรการป้องกัน
- เปรียบเทียบและประเมินประสิทธิภาพกับมาตรฐานภายในและภายนอกองค์กร
- ศึกษาและประเมินเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำ

กลยุทธ์การดำเนินงาน
ด้วยการบริหารจัดการน้ำ
อย่างบูรณาการ
เป้าหมาย
ผลดำเนินงานปี 2567
ปริมาณน้ำใช้สุทธิ
16.9 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปริมาณน้ำใช้สุทธิ
16.2 ล้านลูกบาศก์เมตร
0 กรณี
ในปี 2024 SCGP ได้ปรับปรุงการใช้เครื่องมือ Aqueduct 4.0 เวอร์ชันล่าสุดในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยอ้างอิงจากการระบุพื้นที่เสี่ยงโดย WRI’s Aqueduct Global Water PDF ผลการประเมินพบว่า มีสถานประกอบการจำนวน 28 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 48.3 ของจำนวนสถานประกอบการทั้งหมด (58 แห่ง) ตั้งอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงด้านน้ำ โดยสถานประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างรายได้จากการขายรวมคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของรายได้จากการขายทั้งหมดของบริษัท
Water Withdrawal per
Ton of Production
m3 / Ton
Water Withdrawal per
Sale Revenue
Million m3 / Sale Revenue (Billion Baht)
Water Withdrawal per
Sale Revenue
m3 / Sale Revenue (mUSD)
Water Withdrawal Reduction Compared with Business as Usual at Base Year of 2014
% Reduction
Water Withdrawal per
Ton of Production by Business
m3 / Ton
Water Withdrawal by Business
Note :
- Include abroad in 2022
- Abroad include Vietnam, Philippines, Indonesia and Malaysia
- SCGP Business: PP = Paper packaging, FB = Fiber-based packaging, CIP = Consumable Industrial Packaging, CPP = Consumer and Performance Packaging Business
นอกจากนี้ SCGP ยังได้พัฒนาและเปิดเผยแนวทางการบริหารจัดการประเด็นด้านน้ำ เช่น การพิจารณาความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับน้ำในกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยดำเนินการตามแนวทางของคณะทำงานด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) (TCFD 2023, TCFD 2024, TCFD 2025) และการบริหารจัดการน้ำของ SCGP ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารตามที่ได้อธิบายไว้ในกลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น SCGP ได้ประเมินคุณภาพน้ำในอนาคตและพบว่าไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิต เนื่องจากสุขอนามัยของน้ำและแหล่งน้ำในภูมิภาคอาเซียนยังคงเพียงพอในระยะยาว ในระยะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ SCGP ยังได้พิจารณาความเสี่ยงด้านน้ำที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานปลายน้ำ แต่พบว่าไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการขับเคลื่อนจากคณะกรรมการด้านน้ำควบคู่กับกลยุทธ์การจัดการ เพื่อมุ่งลดการนำน้ำมาใช้และการบริโภคน้ำตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ SCGP ยังประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งในด้านข้อกำหนดทางกฎหมายและปริมาณน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่โรงงาน จากการประเมิน พบว่าแม้ว่าบางโรงงานจะถูกประเมินว่าอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ แต่ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการดำเนินงาน ในส่วนของข้อกำหนดทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น การจัดเก็บค่าน้ำจะพิจารณาตามปริมาณที่ใช้งาน โดยค่าน้ำจะถูกจัดเก็บเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายด้านทรัพยากรน้ำ ไม่ใช่เพื่อสร้างรายได้ และอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับประเภทของการใช้น้ำ โดยพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หมวด 4 การจัดสรรและการใช้น้ำ มาตรา 41 อนุญาตให้มีการใช้น้ำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในบางกรณี ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการนำเสนอข้อกฎหมายเพื่อพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการด้านการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำประจำจังหวัดก่อน ดังนั้น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบจึงอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับน้ำเสีย SCGP ได้ดำเนินการบำบัดให้อยู่ในมาตรฐานที่เข้มงวดกว่ากฎหมายของประเทศไทย เพื่อให้สามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือชุมชนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การนำไปใช้ในการทำการเกษตรและเพาะปลูก
SCGP ได้บริหารจัดการระบบหมุนเวียนน้ำของโครงการเกษตรกรรม โดยจัดส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานในระดับคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไปยังพื้นที่เพาะปลูกของชุมชนใกล้เคียง เช่น นาข้าว ไร่อ้อย และแปลงปลูกบัว ซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเกษตร
SCGP ดำเนินโครงการน้ำนำกลับใช้เพื่อการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วตามมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปยังพื้นที่เพาะปลูกข้าว อ้อย และบัว อย่างน้อย 45,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงยังยินยอมรับน้ำที่ผ่านการบำบัดจาก SCGP มาใช้ในการเพาะปลูกอีกด้วย
SCGP ดำเนินการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิตของโรงงานก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม
SCGP มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานตามพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ค่า pH อุณหภูมิ BOD COD และ TSS โดยใช้วิธีการวัดที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้ SCGP ได้กำหนดมาตรฐานภายในไว้ดังนี้: SS (มก./ลิตร) < 30, BOD (มก./ลิตร) < 16, COD (มก./ลิตร) < 110
SCGP เฝ้าระวังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำตลอดเวลา หากพบช่องว่างหรือโอกาสในการปรับปรุง ระบบจะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพน้ำทิ้ง เช่น การลดปริมาณสารเคมีที่ส่งผลให้ค่าของแขวนลอยในน้ำสูงขึ้น
(เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด พ.ศ. 2560: SS (มก./ลิตร) < 50, BOD (มก./ลิตร) < 20, COD (มก./ลิตร) < 120)
SCGP ยังมีการติดตามคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติก่อนและหลังบริเวณโรงงาน โดยวัดค่าต่างๆ เช่น ปริมาณสารละลายรวม (TDS) ตามวิธีการมาตรฐาน เพื่อจำแนกคุณภาพน้ำที่ใช้ในการผลิตและเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ รวมถึงเสริมสร้างความพยายามของบริษัทในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ SCGP ยังดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น
- การเลือกใช้ระบบ Anaerobic Process ในการบำบัดขั้นต้นเพื่อลดการใช้พลังงานในกระบวนการบำบัด รวมถึงได้ Biogas ไปใช้เป็นเชื้อเพลงให้กับ Boiler ได้อีกด้วย
- การพัฒนาการบำบัดน้ำทิ้งด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของตะกอน โดยพัฒนาเครื่องอัดตะกอนแบบสกรู (screw press) เพื่อรีดตะกอนให้แห้งมากขึ้น พร้อมทั้งหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการเดินระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- รวมถึงการใช้สารเคมีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโดยรวมในขณะเดียวกัน SCGP ยังมุ่งมั่นในการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเป็นขั้นตอนเพื่อการบำบัดที่ดีขึ้น โดย SCGP ให้ความสำคัญกับกระบวนการบำบัดน้ำทิ้งในฐานะที่เป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตที่สำคัญของบริษัท
SCGP ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน พร้อมทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อน้ำในฐานะทรัพยากรที่สำคัญต่อธุรกิจ โดยมีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ด้านการใช้น้ำ เพื่อให้พนักงานมีความมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างของการปรับปรุงที่ต่อเนื่องและมีความคิดสร้างสรรค์คือ “APM Water Ring” ซึ่งได้รับการพัฒนาและนำมาใช้งานร่วมกับระบบซีลปั๊มน้ำ เพื่อลดการรั่วไหลของน้ำจากระบบซีลเดิมที่เกิดจากการกัดกร่อนของวัสดุซีล ซึ่งนวัตกรรมนี้สามารถลดการสูญเสียน้ำได้ถึง 80% และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปั๊มน้ำ โดยผลสำเร็จดังกล่าวได้ขยายผลไปยังโรงงานอื่นๆ ของ SCGP ทำให้สามารถประหยัดน้ำได้รวมกว่า 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันนวัตกรรมนี้อยู่ในระหว่างการยื่นขอสิทธิบัตรอนุสิทธิ์
ในแต่ละปี SCGP จะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปเป็นโครงการลดต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงด้านการใช้น้ำ โดยหนึ่งในแนวทางในการพัฒนาโครงการ คือ การจัดเวิร์กช็อปเพื่อระดมความคิด (Idea Generation) ตั้งแต่ระดับพนักงานปฏิบัติการจนถึงระดับผู้จัดการ จากนั้นจะมีทีมที่ได้รับมอบหมายซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรร่วมกันประเมินข้อมูลที่ได้รับ โดยใช้เมทริกซ์ 2x2 (พิจารณาจากประโยชน์/การประหยัด และความง่ายในการดำเนินการ) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแนวคิดและโครงการที่นำเสนอให้นำไปสู่การดำเนินงานตามแผนประจำปีหรือแผนระยะกลาง
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป 2P2S เพื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในวัฒนธรรมการใช้น้ำอีกด้วย
SCGP ได้ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และหมุนเวียนน้ำนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse และ Recycle) โดยมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น การติดตั้งและปรับปรุงระบบกรองน้ำ (SAVEALL/PETEX), การติดตั้งอุปกรณ์ล้างเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงเพื่อลดการใช้น้ำล้าง รวมถึงการเลือกใช้เครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีที่ใช้น้ำน้อยที่สุด
SCGP ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลดปริมาณน้ำที่ใช้และนำกลับมาใช้ซ้ำผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
- การขยายการใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต ส่งผลให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบซีลของเครื่องจักร การทำความสะอาดพื้น และการผสมน้ำยาต่างๆ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำได้ประมาณ 4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- การปรับปรุงระบบล้างด้วยน้ำแรงดันสูง ช่วยลดการใช้น้ำได้ประมาณ 0.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- การติดตั้งระบบกรองน้ำที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 0.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- โครงการ Reuse RO Reject ยังช่วยลดการใช้น้ำเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 0.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
