การบริหารจัดการน้ำ
(Water Stewardship)
น้ำ คือ ทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีพี เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและให้ประโยชน์สูงสุด เอสซีจีพีได้นำหลักการ 3R มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ (Reduce) นำน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตและผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ (Reuse, Recycle) และการฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำธรรมชาติในการปล่อยน้ำออกสู่แหล่งสาธารณะ เอสซีจีพีปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ของกฏหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีพหรือการใช้น้ำของชุมชนรอบโรงงาน
ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบอย่างสําคัญต่อการจัดการน้ำ เช่น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ไม่ตกในพื้นที่ต้นน้ำ ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนลดลง ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นจากแนวโน้มการเพิ่มของประชากรโลก ทําให้เกิดความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในโรงงานและชุมชนใกล้เคียง เอสซีจีพีมุ่งมั่นยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ โดยมีคณะทำงานด้านการจัดการน้ำแบบบูรณาการร่วมกันในทุกธุรกิจ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารและจัดการความเสี่ยงด้านน้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำ มีหน่วยงานติดตามประเมินความเสี่ยงด้านการใช้น้ำ และทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิตัลและสร้างนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและเพิ่มการนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่
ผู้บริหารระดับสูงของ SCGP รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้กำหนด “ความเข้มข้นของการใช้น้ำ” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ (KPI) โดยมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมของคณะกรรมการ ESG และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ
(Water Stewardship Overview)
1. ธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ (Governance & Accountability)
คณะกรรมการบริษัทมีการกำกับดูแลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นทางการ โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และคณะกรรมการระดับบอร์ด ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการ ESG คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ ประเด็นด้านน้ำถูกรวมเป็นวาระการประชุมของคณะกรรมการอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านน้ำ (CAPEX ด้านน้ำ) การบริหารความเสี่ยงและโอกาสด้านน้ำ รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการลดการใช้น้ำ อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจและบทบาทหน้าที่ตาม Board mandate อย่างชัดเจน
2. นโยบายน้ำและคำมั่นสัญญา (Water Policy & Commitment)
บริษัทมี นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับองค์กร (Environmental Policy) ที่ครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการลดการใช้น้ำทั้งในเชิงปริมาณการใช้น้ำ (water withdrawal) และความเข้มการใช้น้ำ (water intensity) การป้องกันและควบคุมมลพิษทางน้ำ ตลอดจนการส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพผ่านแนวทางการลด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล (reduce, reuse, recycle และ efficiency) ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวมีขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุมการดำเนินงานโดยตรงของบริษัท บริษัทย่อย ตลอดจนคู่ค้า ซัพพลายเออร์ และห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในทุกระดับของธุรกิจ
3. การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำและการบูรณาการ (Water Risk Assessment & Integration)
บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำเป็นประจำทุกปี (annual water risk assessment) โดยใช้เครื่องมือสากล เช่น WRI Aqueduct และ WWF Water Risk Filter เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้ง น้ำท่วม ภาวะขาดแคลนน้ำ (water stress) และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านน้ำดังกล่าวถูกบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) รวมถึงการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการเงิน เพื่อให้การตัดสินใจขององค์กรคำนึงถึงประเด็นด้านน้ำอย่างรอบด้าน โดยมีการรายงานและสื่อสารประเด็นความเสี่ยงด้านน้ำต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
4. โครงการบริหารจัดการน้ำ (Water Management Programmes)
บริษัทดำเนินการบริหารจัดการน้ำเชิงปฏิบัติการภายใต้กลยุทธ์ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) โดยนำไปสู่การดำเนินโครงการหลักด้านน้ำอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ระบบรีไซเคิลและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (water recycling & reuse systems) ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด (closed-loop water systems) และการบำบัดน้ำเสียขั้นสูงทั้งในระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ (secondary และ tertiary treatment) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ บริษัทกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำภายในที่เข้มงวดกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย และแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ (Water Management Committee) ในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อกำกับ ดูแล และติดตามผลการดำเนินงานด้านน้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
5. เป้าหมายด้านทรัพยากรน้ำที่วัดผลได้เชิงตัวเลข (Quantitative Water Targets)
บริษัทกำหนด เป้าหมายหลักด้านการบริหารจัดการน้ำ (Water Targets) ที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ โดยมุ่งลดปริมาณการใช้น้ำรวม (water withdrawal) ลงร้อยละ 35 ภายในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2014 และลดความเข้มการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิต (water withdrawal intensity) ลงร้อยละ 10 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2022 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวมีการกำหนดค่าปีฐาน (baseline) และกรอบระยะเวลา (timeline) อย่างชัดเจน พร้อมครอบคลุมขอบเขตการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีทิศทาง และสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
6. การติดตามผล การควบคุมคุณภาพข้อมูล และการให้ความเชื่อมั่นของข้อมูล (Monitoring, Data Quality & Assurance)
บริษัทมีการบริหารจัดการข้อมูลด้านน้ำอย่างเป็นระบบ โดยทำการวัดปริมาณการใช้น้ำ การระบายน้ำ และการใช้น้ำสุทธิ (water withdrawal, discharge และ consumption) ครอบคลุมทุกพื้นที่ปฏิบัติการ (all sites) พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ข้อมูลด้านน้ำดังกล่าวได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดยหน่วยงานอิสระภายนอก (third-party verification) เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส นอกจากนี้ บริษัทเปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำผ่านช่องทางสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ รายงาน CDP รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) และรายงานประจำปี (Annual Report) เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและเชื่อถือได้
7. ระบบแรงจูงใจและการผูกโยงกับผลการดำเนินงาน (Incentives & Performance Linkage)
บริษัทกำหนดโครงสร้างแรงจูงใจและความรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ ร้อยละ 20 ของค่าตอบแทนผันแปรของผู้บริหารระดับสูง (C‑suite) และคณะกรรมการบริษัท เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้าน ESG ซึ่งรวมถึงผลการดำเนินงานด้านน้ำ ทั้งนี้ ตัวชี้วัดด้านการบริหารจัดการน้ำ (Water KPIs) ถูกถ่ายทอดและบูรณาการไปยังทุกระดับขององค์กร ตั้งแต่ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ (Business Unit Managers) ผู้จัดการ ไปจนถึงพนักงานหน้างาน โดยผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี (performance review) และการพิจารณาจ่ายโบนัส เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันและขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
8. การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและชุมชน (Stakeholder & Community Water Stewardship)
บริษัทมีการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดสรรน้ำให้แก่ชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการ และการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้ว (treated wastewater) ไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ซึ่งช่วยสนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและลดความกดดันต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินโครงการฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำ (watershed rehabilitation) อาทิ การก่อสร้างฝายชะลอน้ำ (check dams) และการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและระบบนิเวศโดยรอบ การดำเนินงานดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสนับสนุน social license to operate ให้กับการดำเนินธุรกิจของบริษัทในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ใน “SCGP’s CDP disclosure 2025” หัวข้อ C.2 Risk Assessment C.3 Community Engagement C.4 Governance C.9 Target
คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ
ภายใต้คณะกรรมการ ESG ซึ่งมี CEO เป็นประธาน มิติด้านสิ่งแวดล้อมได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเพื่อดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยรวม รวมถึงคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำของ SCGP มีผู้บริหารระดับสูงเป็นประธานคณะกรรมการ และมีตัวแทนจากแต่ละโรงงานเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน โครงสร้างนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านน้ำ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาประสิทธิภาพการใช้น้ำในโรงงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
บทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการ:
- จัดทำนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการใช้น้ำภายในและการปล่อยน้ำทิ้งออกภายนอก
- กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและติดตามแผนปฏิบัติการ
- ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และจัดทำมาตรการป้องกัน
- เปรียบเทียบและประเมินประสิทธิภาพกับมาตรฐานภายในและภายนอกองค์กร
- ศึกษาและประเมินเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำ

กลยุทธ์การดำเนินงาน
แนวทางการบริหารจัดการ
| เป้าหมาย | ผลการดำเนินงานปี 2568 |
|---|---|
| ลดการใช้น้ำจากภายนอกต่อหน่วยการผลิตลง ร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565 | ร้อยละ 2.4 |
ปริมาณน้ำใช้สุทธิ
16.9 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปริมาณน้ำใช้สุทธิ
16.2 ล้านลูกบาศก์เมตร
0 กรณี
ในปี 2024 SCGP ได้ปรับปรุงการใช้เครื่องมือ Aqueduct 4.0 เวอร์ชันล่าสุดในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยอ้างอิงจากการระบุพื้นที่เสี่ยงโดย WRI’s Aqueduct Global Water PDF ผลการประเมินพบว่า มีสถานประกอบการจำนวน 28 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 48.3 ของจำนวนสถานประกอบการทั้งหมด (58 แห่ง) ตั้งอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงด้านน้ำ โดยสถานประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างรายได้จากการขายรวมคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของรายได้จากการขายทั้งหมดของบริษัท
Water Withdrawal per
Ton of Production
m3 / Ton
Water Withdrawal per
Sale Revenue
Million m3 / Sale Revenue (Billion Baht)
Water Withdrawal per
Sale Revenue
m3 / Sale Revenue (mUSD)
Water Withdrawal per
Ton of Production by Business
m3 / Ton
Water Withdrawal by Business
Note :
- Include abroad in 2022
- Abroad include Vietnam, Philippines, Indonesia and Malaysia
- SCGP Business: PP = Paper packaging, FB = Fiber-based packaging, CIP = Consumable Industrial Packaging, CPP = Consumer and Performance Packaging Business
SCGP มีการระบุและประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนน้ำ (water stress) ภัยแล้ง และอุทกภัยในลุ่มน้ำหลักที่บริษัทดำเนินธุรกิจ รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมการใช้น้ำบาดาล ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและกระบวนการผลิตของโรงงานในบางพื้นที่
การประเมินมูลค่าทางการเงินของความเสี่ยงด้านน้ำ
SCGP ดำเนินการประเมินผลกระทบทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านต้นทุนการดำเนินงานที่อาจเพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ และผลกระทบต่อการผลิตหรือรายได้ที่อาจเกิดจากภาวะขาดแคลนน้ำหรือเหตุการณ์ทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ โดยใช้ข้อมูลปริมาณการใช้น้ำและสมมติฐานด้านการดำเนินงานเป็นฐานในการคำนวณ
โรงงานและสัดส่วนรายได้ที่เผชิญความเสี่ยงด้านน้ำ
บริษัทมีการระบุจำนวนโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความตึงตัวด้านทรัพยากรน้ำ และประเมินสัดส่วนของรายได้ที่อาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าว เพื่อใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยง การวางแผนการลงทุน และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงานในระยะยาว
การลงทุนเพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านน้ำ (CAPEX)
SCGP ให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อบรรเทาและลดความเสี่ยงด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (water recycling และ reuse) การยกระดับระบบบำบัดน้ำเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต รวมถึงการนำเทคโนโลยีและระบบติดตามตรวจวัด (monitoring systems) มาใช้ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติและเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว
การปฏิบัติตามกฎหมายและการกำกับดูแลด้านน้ำ
SCGP ดำเนินธุรกิจภายใต้การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านทรัพยากรน้ำอย่างเคร่งครัด โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทไม่มีค่าปรับหรือบทลงโทษจากการฝ่าฝืนกฎหมายด้านน้ำ ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดมาตรฐานการจัดการน้ำและน้ำทิ้งภายในที่เข้มงวดกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย พร้อมทั้งใช้ระบบติดตามตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
SCGP ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของวัตถุดิบหลักต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ยูคาลิปตัสลูกผสม (hybrid eucalyptus varieties) ที่มีความทนทานต่อภาวะภัยแล้งและศัตรูพืช การลงทุนดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) และเสริมความมั่นคงของวัตถุดิบในระยะยาว ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนด้านทรัพยากรน้ำเพิ่มขึ้น
นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
SCGP เดินหน้านำนวัตกรรมและการปรับปรุงกระบวนการผลิตมาใช้เพื่อลดความเข้มข้นของการใช้น้ำ (water withdrawal intensity) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนา process innovation ระบบจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (closed-loop water systems) และการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ยังสนับสนุนการลดต้นทุนการดำเนินงานจากการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
การกำกับดูแลและการกำหนดทิศทางการลงทุนด้าน R&D และน้ำ
การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำและการลงทุนด้าน R&D ของ SCGP อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง โดยมีการบูรณาการประเด็นด้านน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดกลยุทธ์ การตัดสินใจลงทุน และการพัฒนานวัตกรรม นอกจากนี้ SCGP ยังเชื่อมโยงตัวชี้วัดด้านการจัดการน้ำ (water KPIs) เข้ากับระบบการประเมินผลการดำเนินงานและโครงสร้างค่าตอบแทน เพื่อสร้างแรงจูงใจและความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนการใช้น้ำอย่างยั่งยืนในทุกระดับขององค์กร
ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ใน SCGP’s CDP Disclosure 2025 หัวข้อ C.2 Risk Assessment C.3 Disclosure of risks and opportunities C.4 Governance
นอกจากนี้ SCGP ยังได้พัฒนาและเปิดเผยแนวทางการบริหารจัดการประเด็นด้านน้ำ เช่น การพิจารณาความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับน้ำในกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยดำเนินการตามแนวทางของคณะทำงานด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) (TCFD 2023, TCFD 2024, TCFD 2025) และการบริหารจัดการน้ำของ SCGP ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารตามที่ได้อธิบายไว้ในกลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น SCGP ได้ประเมินคุณภาพน้ำในอนาคตและพบว่าไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิต เนื่องจากสุขอนามัยของน้ำและแหล่งน้ำในภูมิภาคอาเซียนยังคงเพียงพอในระยะยาว ในระยะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ SCGP ยังได้พิจารณาความเสี่ยงด้านน้ำที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานปลายน้ำ แต่พบว่าไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการขับเคลื่อนจากคณะกรรมการด้านน้ำควบคู่กับกลยุทธ์การจัดการ เพื่อมุ่งลดการนำน้ำมาใช้และการบริโภคน้ำตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ SCGP ยังประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งในด้านข้อกำหนดทางกฎหมายและปริมาณน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่โรงงาน จากการประเมิน พบว่าแม้ว่าบางโรงงานจะถูกประเมินว่าอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ แต่ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการดำเนินงาน ในส่วนของข้อกำหนดทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น การจัดเก็บค่าน้ำจะพิจารณาตามปริมาณที่ใช้งาน โดยค่าน้ำจะถูกจัดเก็บเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายด้านทรัพยากรน้ำ ไม่ใช่เพื่อสร้างรายได้ และอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับประเภทของการใช้น้ำ โดยพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หมวด 4 การจัดสรรและการใช้น้ำ มาตรา 41 อนุญาตให้มีการใช้น้ำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในบางกรณี ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการนำเสนอข้อกฎหมายเพื่อพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการด้านการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำประจำจังหวัดก่อน ดังนั้น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบจึงอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับน้ำเสีย SCGP ได้ดำเนินการบำบัดให้อยู่ในมาตรฐานที่เข้มงวดกว่ากฎหมายของประเทศไทย เพื่อให้สามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือชุมชนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การนำไปใช้ในการทำการเกษตรและเพาะปลูก
SCGP ได้บริหารจัดการระบบหมุนเวียนน้ำของโครงการเกษตรกรรม โดยจัดส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานในระดับคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไปยังพื้นที่เพาะปลูกของชุมชนใกล้เคียง เช่น นาข้าว ไร่อ้อย และแปลงปลูกบัว ซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเกษตร
SCGP ดำเนินโครงการน้ำนำกลับใช้เพื่อการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วตามมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปยังพื้นที่เพาะปลูกข้าว อ้อย และบัว อย่างน้อย 45,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงยังยินยอมรับน้ำที่ผ่านการบำบัดจาก SCGP มาใช้ในการเพาะปลูกอีกด้วย
SCGP ดำเนินการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิตของโรงงานก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม
SCGP มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานตามพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ค่า pH อุณหภูมิ BOD COD และ TSS โดยใช้วิธีการวัดที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้ SCGP ได้กำหนดมาตรฐานภายในไว้ดังนี้: SS (มก./ลิตร) < 30, BOD (มก./ลิตร) < 16, COD (มก./ลิตร) < 110
SCGP เฝ้าระวังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำตลอดเวลา หากพบช่องว่างหรือโอกาสในการปรับปรุง ระบบจะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพน้ำทิ้ง เช่น การลดปริมาณสารเคมีที่ส่งผลให้ค่าของแขวนลอยในน้ำสูงขึ้น
(เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด พ.ศ. 2560: SS (มก./ลิตร) < 50, BOD (มก./ลิตร) < 20, COD (มก./ลิตร) < 120)
SCGP ยังมีการติดตามคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติก่อนและหลังบริเวณโรงงาน โดยวัดค่าต่างๆ เช่น ปริมาณสารละลายรวม (TDS) ตามวิธีการมาตรฐาน เพื่อจำแนกคุณภาพน้ำที่ใช้ในการผลิตและเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ รวมถึงเสริมสร้างความพยายามของบริษัทในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ SCGP ยังดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น
- การเลือกใช้ระบบ Anaerobic Process ในการบำบัดขั้นต้นเพื่อลดการใช้พลังงานในกระบวนการบำบัด รวมถึงได้ Biogas ไปใช้เป็นเชื้อเพลงให้กับ Boiler ได้อีกด้วย
- การพัฒนาการบำบัดน้ำทิ้งด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของตะกอน โดยพัฒนาเครื่องอัดตะกอนแบบสกรู (screw press) เพื่อรีดตะกอนให้แห้งมากขึ้น พร้อมทั้งหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการเดินระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- รวมถึงการใช้สารเคมีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโดยรวมในขณะเดียวกัน SCGP ยังมุ่งมั่นในการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเป็นขั้นตอนเพื่อการบำบัดที่ดีขึ้น โดย SCGP ให้ความสำคัญกับกระบวนการบำบัดน้ำทิ้งในฐานะที่เป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตที่สำคัญของบริษัท
SCGP ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน พร้อมทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อน้ำในฐานะทรัพยากรที่สำคัญต่อธุรกิจ โดยมีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ด้านการใช้น้ำ เพื่อให้พนักงานมีความมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างของการปรับปรุงที่ต่อเนื่องและมีความคิดสร้างสรรค์คือ “APM Water Ring” ซึ่งได้รับการพัฒนาและนำมาใช้งานร่วมกับระบบซีลปั๊มน้ำ เพื่อลดการรั่วไหลของน้ำจากระบบซีลเดิมที่เกิดจากการกัดกร่อนของวัสดุซีล ซึ่งนวัตกรรมนี้สามารถลดการสูญเสียน้ำได้ถึง 80% และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปั๊มน้ำ โดยผลสำเร็จดังกล่าวได้ขยายผลไปยังโรงงานอื่นๆ ของ SCGP ทำให้สามารถประหยัดน้ำได้รวมกว่า 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันนวัตกรรมนี้อยู่ในระหว่างการยื่นขอสิทธิบัตรอนุสิทธิ์
ในแต่ละปี SCGP จะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปเป็นโครงการลดต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงด้านการใช้น้ำ โดยหนึ่งในแนวทางในการพัฒนาโครงการ คือ การจัดเวิร์กช็อปเพื่อระดมความคิด (Idea Generation) ตั้งแต่ระดับพนักงานปฏิบัติการจนถึงระดับผู้จัดการ จากนั้นจะมีทีมที่ได้รับมอบหมายซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรร่วมกันประเมินข้อมูลที่ได้รับ โดยใช้เมทริกซ์ 2x2 (พิจารณาจากประโยชน์/การประหยัด และความง่ายในการดำเนินการ) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแนวคิดและโครงการที่นำเสนอให้นำไปสู่การดำเนินงานตามแผนประจำปีหรือแผนระยะกลาง
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป 2P2S เพื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในวัฒนธรรมการใช้น้ำอีกด้วย
SCGP ได้ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และหมุนเวียนน้ำนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse และ Recycle) โดยมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น การติดตั้งและปรับปรุงระบบกรองน้ำ (SAVEALL/PETEX), การติดตั้งอุปกรณ์ล้างเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงเพื่อลดการใช้น้ำล้าง รวมถึงการเลือกใช้เครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีที่ใช้น้ำน้อยที่สุด
SCGP ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลดปริมาณน้ำที่ใช้และนำกลับมาใช้ซ้ำผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
- การขยายการใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต ส่งผลให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบซีลของเครื่องจักร การทำความสะอาดพื้น และการผสมน้ำยาต่างๆ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำได้ประมาณ 4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- การปรับปรุงระบบล้างด้วยน้ำแรงดันสูง ช่วยลดการใช้น้ำได้ประมาณ 0.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- การติดตั้งระบบกรองน้ำที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 0.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- โครงการ Reuse RO Reject ยังช่วยลดการใช้น้ำเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 0.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
