การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม SCGP ยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมดำเนินกลยุทธ์การฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับเป้าหมายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ความเสี่ยง
โอกาส
Management Strategies
- การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น
- การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนและแหล่งพลังงานสะอาด
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนต่ำ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
- การศึกษาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์
- การสนับสนุนและมีส่วนร่วมการพิทักษ์รักษาป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มพื้นที่กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์
การมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Scope1+2)

ปี 2564 SCGP ได้ปรับปรุงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีฐาน โดยรวมโรงงานในต่างประเทศ ซึ่งมีการปล่อยเท่ากับ 2.07 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอยู่ที่ 4.99 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ปี 2566 SCGP ตั้งเป้าหมายใหม่ โดยเพิ่มความทะเยอทยานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 20% เป็น 25% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 (4.99 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) และตั้งเป้าที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) Scope1+2 ให้ได้ 100% ภายในปี 2593
ปี 2568 SCGP ได้แสดงเจตจำนง ด้วยการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 3 ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567 และได้ส่งจดหมายแสดงเจตจำนงต่อ Science Based Target Initiative (SBTi) ครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 2 และ 3 และมีการตรวจสอบครั้งแรกในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568
สำหรับเป้าหมายระยะยาว SCGP พยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 และขอบเขตที่ 3 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เพื่อจัดการกับการปล่อยก๊าซที่เหลือ บริษัทวางแผนที่จะใช้มาตรการชดเชยคาร์บอนประมาณร้อยละ 5–10 ผ่าน Natural Climate Solution, เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
กลยุทธ์การดำเนินงาน
ด้วยเทคโลโนยีที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น
เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล พลังงานจากแสงอาทิตย์
ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และวิธีการผลิตที่มีคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน
โดยให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีให้เป็นรูปธรรม
สนับสนุนและมีส่วนร่วมกับชุมชน และภาครัฐ ในการพิทักษ์รักษาป่าไม้ และฟื้นฟูระบบนิเวศป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร
GHG Roadmap
- ประกาศเป้าหมายความยั่งยืน
- บรรลุเป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 12.8% จากเป้าหมายการลด 10% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานตามปกติ (BAU) ในปีฐาน 2550
- ประกาศ เป้าหมาย
- Net Zero ภายในปี 2593
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ณ ปีฐาน 2550
- กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing)
- เปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศตามกรอบการดำเนินงาน Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD)
- เพิ่ม การใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 24.3%
- รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3
- เข้าร่วมเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network) ในฐานะองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก
- บรรลุเป้าหมาย :
- ลดการใช้พลังงาน 15% ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% เทียบกับปีฐาน 2563 ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
- การใช้เทคโนโลยีเชื้อเพลิงชีวมวลและหม้อไอน้ำก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
- การปรับปรุง :
- คุณภาพชีวมวลโดยนำเทคโนโลยี Torrefaction มาใช้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยขยายการติดตั้ง Turbo Vacuum ที่เครื่องจักรผลิตกระดาษ
- เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน
- บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
- การชดเชยคาร์บอน โดย
- การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยกลไกทางธรรมชาติ (Natural Climate Solution)
- เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage)
เป้าหมาย
ภายในปี 2568
ภายในปี 2573
ภายในปี 2593
ภายในปี 2573
หมายเหตุ: เทียบกับปีฐาน 2563 ทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ
ผลดำเนินงานปี2567
(เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10%)
ประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 (Market-based vs Location-based)
อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (ขอบเขตที่ 1 และ 2)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (ครอบคลุมทั้ง 15 หมวดหมู่)
หมายเหตุ :
- ในปี 2565 ข้อมูลจะถูกรวบรวมจากบริษัทในไทยและประมาณการไปยังบริษัทต่างประเทศ (ตามกำลังการผลิต)
- ปี 2566 รวบรวมข้อมูลจากบริษัทในไทยและต่างประเทศและเพิ่มหมวดที่ 2, 5 และ 10 โดยข้อมูลในตารางประกอบด้วยหมวดที่ 2 ซึ่งคำนวณและ เพิ่มข้อมูลจากรายงานความยั่งยืนของ SCGP ปี 2566
- ปี 2567 ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 554,894 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการควบรวมกิจการและความร่วมมือทางธุรกิจใหม่
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
การใช้พลังงาน
อัตราการใช้พลังงาน
การใช้พลังงานไม่หมุนเวียน
การใช้พลังงานหมุนเวียน
การใช้พลังงานไฟฟ้า
เชื้อเพลิงทดแทน
พลังงานหมุนเวียน
หมายเหตุ:
- ข้อมูลปี2562 เป็นผลการดำเนินงานของบริษัทในประเทศไทย
- ปี 2563 เริ่มรวมผลการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานของบริษัทในประเทศไทยและต่างประเทศ
ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และใช้เทคโนโลยี AI และ Machine learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านกลยุทธ์ 3 ประการดังนี้
1. การเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน
เราใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนจากเชื้อเพลิงชีวภาพที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นของเสียจากวัสดุชีวภาพจากกระบวนการผลิตของเราเอง เช่น ก๊าซชีวภาพ, กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย, ยางไม้ (black liquor), เปลือกไม้ และเศษไม้ (ผ่านการรับรอง FSC) และแหล่งชีวมวลอื่นๆ ได้แก่ ของเสียทางการเกษตร วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเชื้อเพลิงชีวภาพที่เราใช้จะไม่ก่อให้เกิดการทำลายป่า และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสําคัญตลอดวงจรชีวิต


สัดส่วนของชีวมวลตามพลังงานความร้อน
การใช้ก๊าซชีวภาพ (กิกะจูล)
(%) สัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน
นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ที่เราดำเนินการ และในส่วนที่เราสามารถทำได้ เช่น บริษัท Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (เวียดนาม) ในเครือ SCGP ได้ทำสัญญากับซัพพลายเออร์ในพื้นที่เพื่อผลิตไอน้ำ 23,336 กิกะจูล จากเชื้อเพลิงชีวมวล
2. การเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ให้สูงที่สุด
SCGP ขยายกำลังการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยติดตั้งไปแล้วทั้งสิ้น 63 เมกะวัตต์สูงสุด ครอบคลุม 27 โรงงานทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 51,497 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และสามารถประหยัดต้นทุนการใช้พลังงานได้ 188 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในอินโดนีเซียและมาเลเซียมีกําหนดจะเริ่มดําเนินการในปี 2568
กําลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง (เมกะวัตต์สูงสุด)



3. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่าน AI และMachine learning
พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของเครื่องจักร (โดยใช้ข้อมูลกระบวนการผลิตย้อนหลังมากกว่า 10 ปี) เพื่อคาดการณ์และและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในฝั่งการผลิต (supply side) และลดการใช้ไอน้ำในฝั่งการใช้งาน (demand side)
- การเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า
- แพลตฟอร์มพลังงานร่วมกัน
- การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไอน้ำ

นอกจากนี้ SCGP ยังได้ขยายโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไปยังโรงงานต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ปั๊ม Turbo Vacuum ได้ถูกนำไปใช้งานในโรงงานหลายแห่ง รวมถึง United Pulp and Paper Co., Inc. ในประเทศฟิลิปปินส์ Vina Kraft Paper Co., Ltd. ในประเทศเวียดนาม และ Thai Cane Paper Public Company Limited ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้บูรณาการแพลตฟอร์มควบคุมและติดตามประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อลดการใช้ไอน้ำในกระบวนการผลิตกระดาษ โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเหล่านี้ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานได้ทั้งหมด 464,000 กิกะจูล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 68,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 293 ล้านบาท
อัตราการใช้พลังงาน
อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (ขอบเขตที่ 1 และ 2)
% ความครอบคลุมของโปรแกรมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานตามหน่วยธุรกิจ

การกักเก็บคาร์บอนผ่านแนวทางธรรมชาติ (Natural Climate Solutions)
ในปี 2567 SCGP ได้ปลูกต้นไม้จำนวน 66,985 ต้น บนพื้นที่ของบริษัทและพื้นที่ภายนอกบริษัท ทำให้มียอดปลูกต้นไม้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 2,350,269 ต้น นอกจากนี้ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัดได้ร่วมมือกับ CERT+ ในการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถกักเก็บได้จากป่าเศรษฐกิจของบริษัท
ในปี 2567 SCGP ได้รับการรับรองพื้นที่ปลูกป่า 66,621 ไร่ ซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 270,828 ตัน โดยได้รับการรับรองจากบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

เทคโนโลยี CCUS
(การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์)
เทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากเตาเผาปูนขาว เพื่อนำไปผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

กลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร
ในปี 2567 SCGP มีโครงการทั้งหมด 4 โครงการ (รวมถึงโครงการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และการปรับปรุงหม้อไอน้ำ) ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ ICP โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 660 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมทั้งสิ้น 184,568 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
| ปี | รายละเอียด | เงินลงทุน (ล้านบาท) | การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี) |
|---|---|---|---|
| 2564 | โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์ | 166 | 5,541 |
| 2565 | โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์ | 240 | 7,547 |
| 2566 | โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์และการปรับปรุงหม้อไอน้ำ | 373 | 68,597 |
| 2567 | โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์และการปรับปรุงหม้อไอน้ำ | 660 | 184,568 |
ปัจจุบัน (ปี 2564-2567) มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก ICP รวม 16 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 1,439 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 266,253 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
หมายเหตุ:
- ราคาคาร์บอนภายในปี 2565-2567 มีค่าสูงสุด 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- ปรับปรุงหม้อไอน้ำเพื่อเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
โครงการ Boarding Pass
พนักงานทุกคนของ SCGP มีหน้าที่รับผิดชอบในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และพัฒนาตนเอง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและสร้างแนวคิดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในองค์กร ครอบคลุมหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งเป็นหลักสูตรบังคับในโครงการ Boarding Pass ของ SCGP


การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรอยเท้าคาร์บอนแก่พนักงานฝ่ายขายและการตลาดจำนวน 156 คน และพนักงานฝ่ายจัดซื้อจำนวน 112 คน
การร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ



SCGP ได้ร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทยในการจัดทำแผนที่นำทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของไทย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมนโยบายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมาย Net zero ภายในปี 2065 ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ SCGP ในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
Thailand has developed the Sustainable Taxonomy Framework (Thailand Taxonomy) with the objective of categorizing environmentally friendly activities. It focuses on reducing the disparities in the capabilities of different sectors in transitioning towards environmental sustainability. The primary objective is to mitigate climate change, and the framework considers transparent conditions and indicators that align with the initial status and adaptability of businesses in Thailand.
Thailand Taxonomy Phase 1 was announced in June 2023 and focuses on the economic activities to achieve the climate change mitigation objectives. especially in the energy and transportation sectors. Phase 2 expected announce by 2025 and will be focused on the Manufacturing sector, Agriculture sector, Real estate and Construction sector and Waste Management sector.
However, SCGP voluntarily maps our activities using its definition screening criteria for eligibility and alignment with the EU Taxonomy at the activity level before Thailand announced full implementation.
SCGP ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านโครงการ Carbon Disclosure Project (CDP) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประเมินและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำ และการจัดการป่าไม้ เราเชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวช่วยสนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน รวมทั้งช่วยให้องค์กรตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรอีกด้วย