การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม SCGP ยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมดำเนินกลยุทธ์การฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับเป้าหมายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ความท้าทายและโอกาสการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยง

1
การเข้มงวดของกฎหมายและมาตรการด้านคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก​
2
ความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
3.
ภัยธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ โรคระบาด ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อซัพพลายเชน การผลิต และทรัพยากร​
4.
การพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

โอกาส

1
โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน สำหรับปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต​
2
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรสากล เพื่อประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง รวมถึงพัฒนามาตรการรับมือและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจจากความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ การจัดหาไม้จากสวนป่าไม้อย่างยั่งยืน

Management Strategies

1
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย 3 มาตรการ
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น
  • การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนและแหล่งพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนต่ำ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
2
การดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ด้วย 2 มาตรการ
  • การศึกษาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์
  • การสนับสนุนและมีส่วนร่วมการพิทักษ์รักษาป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มพื้นที่กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์
3.
ใช้เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น Internal Carbon Pricing (ICP)
4.
ติดตาม ควบคุม ให้การสนับสนุนและดำเนินการเพื่อการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงานโดยคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานซึ่งมีการประชุมทุกไตรมาส

การมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Scope1+2)

2563

  • ติดตั้งหม้อไอน้ำชีวมวลใหม่สำหรับกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์จากเยื่อกระดาษ
  • ปรับปรุงหม้อไอน้ำเดิมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในกระบวนการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์
  • เพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยการขยายการติดตั้ง turbo blower และการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรผลิตกระดาษ
  • มีส่วนร่วมกับธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรวบรวมข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์​

2573

  • ติดตั้งหม้อไอน้ำชีวมวลใหม่สำหรับกระบวนการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์
  • เพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และการใช้ประโยชน์จากระบบส่งและระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ (Third Party Access: TPA)​
  • สนับสนุนระบบการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ผ่านการรีไซเคิลและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ร่วมกับพันธมิตร​

2583

  • การดูดกลับคาร์บอนด้วยแนวทางธรรมชาติ Natural Climate Solutions (NCS) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS)
  • เทคโนโลยีการผลิตพลังงานขั้นสูง

2593

เป้าหมายการปล่อย​ ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ปี 2564 SCGP ได้ปรับปรุงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีฐาน โดยรวมโรงงานในต่างประเทศ ซึ่งมีการปล่อยเท่ากับ 2.07 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอยู่ที่ 4.99 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ปี 2566 SCGP ตั้งเป้าหมายใหม่ โดยเพิ่มความทะเยอทยานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 20% เป็น 25% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 (4.99 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) และตั้งเป้าที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) Scope1+2 ให้ได้ 100% ภายในปี 2593

สำหรับเป้าหมายระยะยาว SCGP พยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 และขอบเขตที่ 3 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เพื่อจัดการกับการปล่อยก๊าซที่เหลือ บริษัทวางแผนที่จะใช้มาตรการชดเชยคาร์บอนประมาณร้อยละ 5–10 ผ่าน Natural Climate Solution, เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

กลยุทธ์การดำเนินงาน

1
ปรับปรุงปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ และการนำปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน​
2
เปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวล และพลังงานจากก๊าซชีวภาพ​​
3
สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในการลดการปล่อยและดักจับก๊าซเรือนกระจก​
4
สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยกลไกทางธรรมชาติ อาทิ การรักษาป่าไม้และฟื้นฟูระบบนิเวศป่า​
5
ส่งเสริมการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการลงทุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม​
6
สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับพนักงานและคู่ธุรกิจ​
เป้าหมาย​ ผลการดำเนินงานปี 2568​
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563​​
  • ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593​​​

13.4%​

  • ลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตลงร้อยละ 15 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563​​
16.2%​

ประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 (Market-based vs Location-based)

อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (ขอบเขตที่ 1 และ 2)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (ครอบคลุมทั้ง 15 หมวดหมู่)

หมายเหตุ :

  • ในปี 2565 ข้อมูลจะถูกรวบรวมจากบริษัทในไทยและประมาณการไปยังบริษัทต่างประเทศ (ตามกำลังการผลิต)
  • ปี 2566 รวบรวมข้อมูลจากบริษัทในไทยและต่างประเทศและเพิ่มหมวดที่ 2, 5 และ 10 โดยข้อมูลในตารางประกอบด้วยหมวดที่ 2 ซึ่งคำนวณและ เพิ่มข้อมูลจากรายงานความยั่งยืนของ SCGP ปี 2566
  • ปี 2567 ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 554,894 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการควบรวมกิจการและความร่วมมือทางธุรกิจใหม่
  • ในปี 2568 ข้อมูลรวม 13 หมวด โดยหมวด 12 เป็นหมวดที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก ​เนื่องจากคิดที่อัตราการรีไซเคิลอยู่ที่ 77% พร้อมกับวัตถุดิบหลักทุกรายการได้ถูกนำมาคำนวณ

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การใช้พลังงาน

อัตราการใช้พลังงาน

การใช้พลังงานไม่หมุนเวียน

การใช้พลังงานหมุนเวียน

การใช้พลังงานไฟฟ้า

เชื้อเพลิงทดแทน

2567
สัดส่วนการใช้
เชื้อเพลิงทดแทน
38.5%

พลังงานหมุนเวียน

2567
สัดส่วนการใช้
พลังงานหมุนเวียน
31.4%

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลปี2562 เป็นผลการดำเนินงานของบริษัทในประเทศไทย
  • ปี 2563 เริ่มรวมผลการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานของบริษัทในประเทศไทยและต่างประเทศ

แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และใช้เทคโนโลยี AI และ Machine learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านกลยุทธ์ 3 ประการดังนี้

1. การเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน

เราใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนจากเชื้อเพลิงชีวภาพที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นของเสียจากวัสดุชีวภาพจากกระบวนการผลิตของเราเอง เช่น ก๊าซชีวภาพ, กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย, ยางไม้ (black liquor), เปลือกไม้ และเศษไม้ (ผ่านการรับรอง FSC) และแหล่งชีวมวลอื่นๆ ได้แก่ ของเสียทางการเกษตร วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเชื้อเพลิงชีวภาพที่เราใช้จะไม่ก่อให้เกิดการทำลายป่า และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสําคัญตลอดวงจรชีวิต

สัดส่วนของชีวมวลตามพลังงานความร้อน

การใช้ก๊าซชีวภาพ (กิกะจูล)

(%) สัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน

นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ที่เราดำเนินการ และในส่วนที่เราสามารถทำได้ เช่น บริษัท Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (เวียดนาม) ในเครือ SCGP ได้ทำสัญญากับซัพพลายเออร์ในพื้นที่เพื่อผลิตไอน้ำ 23,336 กิกะจูล จากเชื้อเพลิงชีวมวล

2. การเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ให้สูงที่สุด

SCGP ขยายกำลังการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยติดตั้งไปแล้วทั้งสิ้น 63 เมกะวัตต์สูงสุด ครอบคลุม 27 โรงงานทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 51,497 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และสามารถประหยัดต้นทุนการใช้พลังงานได้ 188 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในอินโดนีเซียและมาเลเซียมีกําหนดจะเริ่มดําเนินการในปี 2568

SCGP ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยมีกำลังการติดตั้งรวม 75.8 เมกะวัตต์พีค ณ ปี 2568 โดยในปี 2568 มีการขยายการติดตั้งเพิ่มเติมทั้งในรูปแบบโซลาร์รูฟ (Solar Roof) และโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ไปยังบริษัทย่อย รวม 12.8 เมกะวัตต์พีค ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 9,330 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และในปี 2569 มีแผนขยายกำลังการติดตั้งเพิ่มอีก 6.5 เมกะวัตต์พีค​

กําลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง (เมกะวัตต์สูงสุด)

3. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่าน AI และMachine learning

พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของเครื่องจักร (โดยใช้ข้อมูลกระบวนการผลิตย้อนหลังมากกว่า 10 ปี) เพื่อคาดการณ์และและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในฝั่งการผลิต (supply side) และลดการใช้ไอน้ำในฝั่งการใช้งาน (demand side)

  • การเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า
  • แพลตฟอร์มพลังงานร่วมกัน
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไอน้ำ

นอกจากนี้ SCGP ยังได้ขยายโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไปยังโรงงานต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ปั๊ม Turbo Vacuum ได้ถูกนำไปใช้งานในโรงงานหลายแห่ง รวมถึง United Pulp and Paper Co., Inc. ในประเทศฟิลิปปินส์ Vina Kraft Paper Co., Ltd. ในประเทศเวียดนาม และ Thai Cane Paper Public Company Limited ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้บูรณาการแพลตฟอร์มควบคุมและติดตามประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อลดการใช้ไอน้ำในกระบวนการผลิตกระดาษ โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเหล่านี้ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานได้ทั้งหมด 464,000 กิกะจูล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 68,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 293 ล้านบาท

อัตราการใช้พลังงาน

อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (ขอบเขตที่ 1 และ 2)

% ความครอบคลุมของโปรแกรมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานตามหน่วยธุรกิจ

การกักเก็บคาร์บอนผ่านแนวทางธรรมชาติ (Natural Climate Solutions)

ปี 2568 SCGP ได้ปลูกต้นไม้ 54,238 ต้น ทำให้มียอดสะสมตั้งแต่ปี 2563 รวมทั้งสิ้น 2,404,507 ต้นนอกจากนี้ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ร่วมกับบริษัทเซิร์ทพลัส จำกัด คำนวณคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ปลูกป่าด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลหรือภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งสามารถสำรวจครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดได้ในภาพเดียว และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้แปลงภาพถ่าย 2 มิติให้เป็นข้อมูล 3 มิติ ทำให้ทราบปริมาณคาร์บอนสะสมในต้นไม้ได้แบบใกล้เคียงกับเวลาปัจจุบัน มีความแม่นยำมากขึ้นพบว่าในปี 2568 พื้นที่ป่าเศรษฐกิจสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 308,949 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า​

เทคโนโลยี CCUS

(การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์)

เทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากเตาเผาปูนขาว เพื่อนำไปผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

กลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร

ในปี 2567 SCGP มีโครงการทั้งหมด 4 โครงการ (รวมถึงโครงการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และการปรับปรุงหม้อไอน้ำ) ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ ICP โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 660 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมทั้งสิ้น 184,568 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ปี รายละเอียด เงินลงทุน (ล้านบาท) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี)
2564 โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์ 166 5,541
2565 โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์ 240 7,547
2566 โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์และการปรับปรุงหม้อไอน้ำ 373 68,597
2567 โครงการติดตั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์และการปรับปรุงหม้อไอน้ำ 660 184,568

ปัจจุบัน (ปี 2564-2567) มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก ICP รวม 16 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 1,439 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 266,253 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

หมายเหตุ:

  1. ราคาคาร์บอนภายในปี 2565-2567 มีค่าสูงสุด 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  2. ปรับปรุงหม้อไอน้ำเพื่อเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล

โครงการ Boarding Pass

พนักงานทุกคนของ SCGP มีหน้าที่รับผิดชอบในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และพัฒนาตนเอง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและสร้างแนวคิดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในองค์กร ครอบคลุมหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งเป็นหลักสูตรบังคับในโครงการ Boarding Pass ของ SCGP

การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรอยเท้าคาร์บอนแก่พนักงานฝ่ายขายและการตลาดจำนวน 156 คน และพนักงานฝ่ายจัดซื้อจำนวน 112 คน

การร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ

SCGP ได้ร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทยในการจัดทำแผนที่นำทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของไทย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมนโยบายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมาย Net zero ภายในปี 2065 ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ SCGP ในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

In addition, SCGP has developed and disclosed the management of climate change issues in accordance with the guidelines of the Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) in four areas: Governance, Strategy, Risk Management, Metrics and Targets.
Sustainable Taxonomy

Thailand has developed the Sustainable Taxonomy Framework (Thailand Taxonomy) with the objective of categorizing environmentally friendly activities. It focuses on reducing the disparities in the capabilities of different sectors in transitioning towards environmental sustainability. The primary objective is to mitigate climate change, and the framework considers transparent conditions and indicators that align with the initial status and adaptability of businesses in Thailand.

Thailand Taxonomy Phase 1 was announced in June 2023 and focuses on the economic activities to achieve the climate change mitigation objectives. especially in the energy and transportation sectors. Phase 2 expected announce by 2025 and will be focused on the Manufacturing sector, Agriculture sector, Real estate and Construction sector and Waste Management sector.

However, SCGP voluntarily maps our activities using its definition screening criteria for eligibility and alignment with the EU Taxonomy at the activity level before Thailand announced full implementation.

SCGP Sustainable Taxonomies 2024
Download
การเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและการดำเนินการ

SCGP ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านโครงการ Carbon Disclosure Project (CDP) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประเมินและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำ และการจัดการป่าไม้ เราเชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวช่วยสนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน รวมทั้งช่วยให้องค์กรตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรอีกด้วย

SCGP’s CDP disclosure 2025
Download