การบริหารจัดการความเสี่ยง

ในปี 2567 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ขับซ้อนโดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลายประการ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนนับเป็นปัจจัยซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความต้องการสินค้าและบริการบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาค และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการขนส่ง และความผันผวนในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าวยังปรากฏโอกาสและทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจได้ การย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนได้สร้างพลวัตการแข่งขันใหม่ เปิดโอกาสให้ธุรกิจพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในยุโรปโดยเฉพาะการควบคุมการจัดการขยะ ยังกระตุ้นให้ธุรกิจเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม การเตรียมพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญ โดยการพัฒนาสินค้าและบริการที่ยั่งยืน การออกแบบระบบห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และการลงทุนในนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำรงความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอน

กรอบการบริหารความเสี่ยง

SCGP มีการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Enterprise RiskManagement Framework) ตามแนวทาง COSO ERMFramework และ ISO 31000 เพื่อลดโอกาสและ/หรือผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกอบด้วย

1. การกำหนดกลยุทธ์

SCGP กำหนดวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจน เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กรโดยพิจารณาทั้งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้น (Immediate Risks) ระยะกลาง (Intermediate Risks) ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ (Strategic Risks) ความเสี่ยงของโครงการลงทุน รวมทั้งความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risks)

2. โครงสร้าง บทบาท และหน้าที่ในการบริหารความเสี่ยง

SCGP กำหนดผังโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง แสดงให้เห็นตามแผนภาพดังนี้

หมายเหตุ:
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 มีมติอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพิ่ม 1 คณะ คือ คณะกรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568เป็นต้นไป คณะกรรมการชุดย่อยดังกล่าวจึงยังไม่รวมในโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567

2.1 โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Corporate Level)

บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการบริษัทมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และมีการรายงานการบริหารจัดการดังกล่าวต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัทตามลำดับอย่างสม่ำเสมอ

บทบาทและหน้าที่ของสำนักงานตรวจสอบ

ทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยระดับแรก (หน่วยงานปฏิบัติงาน) และหน่วยระดับสอง (ระดับหัวหน้างาน หน่วยงานบริหารความเสี่ยงและหน่วยงานกำกับและสนับสนุนอื่น ๆ) เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่ามีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และรายงานผลต่อคณะกรรมการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานผู้รับการตรวจและมีการสื่อสารความคิดเห็นจากคณะกรรมการตรวจสอบกลับมายังผู้ปฏิบัติงานเพื่อนำไปปรับปรุงต่อไป

บทบาทและหน้าที่ของคณะจัดการบริหารความเสี่ยง

คณะจัดการบริหารความเสี่ยงประกอบด้วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในแต่ละธุรกิจประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจต่างประเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นประธานคณะจัดการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักดังนี้

  • กำหนดโครงสร้างและผู้รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง
  • พิจารณาและอนุมัติกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง กรอบการบริหารความเสี่ยง และแผนการจัดการความเสี่ยง
  • ทบทวนความเสี่ยงที่ยอมรับได้และความเสี่ยงของบริษัทและติดตามการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร
  • รายงานความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

2.2 โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงระดับธุรกิจ(Business Level) และการบริหารความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ (Operational Level)

บทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารความเสี่ยงในแต่ละธุรกิจและสายสนับสนุน (Risk Champion) และผู้บริหารความเสี่ยงในหน่วยปฏิบัติการ บริษัทในกลุ่มธุรกิจและหน่วยงาน(Risk Coordinator) มีหน้าที่ในการนำนโยบาย กระบวนการและกรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรไปปรับใช้ในระดับธุรกิจ (Business Level) และระดับปฏิบัติการ(Operational Level) รวมทั้งปฏิบัติตามขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบ Risk AssessmentSystem (RAS) ในการระบุ ประเมิน และติดตามรายการความเสี่ยง รวมถึงเครื่องมือ Enterprise Dashboard และPerformance Management System (PMS) ในการติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของระดับกลุ่มธุรกิจ และยังได้มีการเสนอแผนงานการบริหารความเสี่ยงในวาระพิจารณาแผนงานระยะกลางของบริษัทต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกปี

3. กระบวนการบริหารความเสี่ยง

SCGP นำกรอบการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินงานหลักด้านกลยุทธ์ ต้านการดำเนินงาน และด้านโครงการลงทุนโดยกระบวนการบริหารความเสี่ยงได้ถูกรวบรวมไว้ใน"คู่มือการบริหารความเสี่ยง" โดยแบ่งตามกระบวนการหลักเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่

(1) การระบุความเสี่ยง/โอกาสในการดำเนินธุรกิจ โดยที่มาของรายการความเสี่ยงและโอกาสในการดำเนินธุรกิจมาจากรายการความเสี่ยงที่มีอยู่เติม และรายการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks)

(2) การประเมินความเสี่ยง โดยใช้เครื่องมือ Risk Mapประเมินความเป็นไปได้ (Likelihood) และผลกระทบ(Impact) เพื่อวัตระดับความรุนแรงและจัดลำดับความสำคัญของรายการความเสี่ยง

(3) การกำหนดมาตรการจัดการ กำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง(Key Risk Indicators) และกำหนดดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) ซึ่งเป็นทั้งLeading Indicators และ Lagging Indicators เพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ความเสี่ยงและเพื่อควบคุมกิจกรรมลดความเสี่ยงให้เป็นไปตามเป้าหมาย

(4) การรายงานความเสี่ยงต่อคณะจัดการบริหารความเสี่ยงก่อนที่จะรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบไตรมาสละครั้ง โดยพิจารณาทั้งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้น (Immediate Risks) ระยะกลาง (IntermediateRisks) รวมทั้งความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น ความเสี่ยงต้านเทคโนโลยีสารสนเทศ(IT Risks)

4. การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารความเสี่ยง

SCGP ตระหนักดีว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสำเร็จของการบริหารความเสี่ยง จึงได้ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารความเสี่ยงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

  • ให้ผู้บริหารเป็นผู้สื่อสารถึงความสำคัญและเป็นต้นแบบในการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสร้างวิธีการนำการบริหารความเสี่ยงไปใช้ให้เห็นผลในทางปฏิบัติ กำหนดให้มีการใช้ภาษาความเสี่ยงที่ตรงกัน (Common Language) กำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และกำหนดให้มีการใช้ระบบการประเมินความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกัน
  • กำหนดบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับผิดชอบความเสี่ยงแต่ละเรื่อง
  • สนับสนุนให้มีการกำหนดวาระเรื่องความเสี่ยงที่สำคัญในการประชุมระดับผู้บริหารในแต่ละบริษัทย่อย
  • ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันประสบการณ์การบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานและบริษัท เพื่อสื่อสารประโยชน์การบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันประสบการณ์การบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานและบริษัท เพื่อสื่อสารประโยชน์การบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • กำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานใหม่ โดยมีการจัดฝึกอบรมเป็นประจำทุกปี รวมทั้งจัดทำหลักสูตรe-Learning เพื่อให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงและเรียนรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงได้

5. ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และการบริหารจัดการความเสี่ยง

SCGP ได้ระบุและประเมินความเสี่ยงที่สำคัญสำหรับปี 2567โดยพิจารณาจากกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งต้านกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายและกลยุทธ์ขององค์กร ตลอดจนความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์ ทั้งนี้ SCGP ได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยง โดยมีผลการดำเนินงาน ดังนี้

ความเสี่ยง ความรุนแรง ดัชนีชี้วัดความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risks) ความเสี่ยงด้านความต้องการสินค้าและบริการบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง สูง อัตราความเติบโตของความต้องการบรรจุุภัณฑ์ ปริมาณการขายและราคาขายบรรจุุภัณฑ์
ความเสี่ยงจากการลงทุนในเชิงกลยุทธ์ หรือธุรกิจที่บริษัทได้มาจากการเข้าควบรวมกิจการ ปานกลาง ระดับความสำเร็จในการบููรณาการธุุรกิจ ผลประกอบการ ของธุุรกิจจากการเข้าควบรวมกิจการ
ความเสี่ยงจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ปานกลาง

สัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ จำนวนผลิตภัณฑ์์ที่ผ่านการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม
ความเสี่ยงด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ต่ำ อัตราการรักษาพนักงานกลุ่มศักยภาพ ระดับความผููกพันของ พนักงานกับองค์กร
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risks) ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย สูง จำนวนอุบัติเหตุและอัตราการเสียชีวิตจากการทำงานสัดส่วนของพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยและการป้องกันอุบัติเหตุ จำนวนข้อร้องเรียนหรือการรายงานปัญหาด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลจากการโจมตีทางไซเบอร์ในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป ปานกลาง อัตราการตรวจพบภัยคุกคาม จำนวนเหตุการณ์การโจนตีทางไซเบอร์สัดส่วนของพนักงานที่ผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน ปานกลาง ดัชนีราคาพลังงานและวัตถุดิบหลัก ดัชนีคำระวางเรือต้นทุนแรงงาน สัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ
ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ปานกลาง จำนวนข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปานกลาง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือบกระจก สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับภาษีคาร์บอนและการซื้อคาร์บอนเครดิต สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟูตพริ้นท์ต่ำ สัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ใหม่ได้
ความเสี่ยงจากสถานการณ์วิกฤตการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง ต่ำ ระดับน้ำของแหล่งน้ำบริเวณโรงงาน
ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risks) ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ต่ำ อัตราส่วนหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและอัตราดอกเบี้ยคงที่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด กระแสเงินสดที่ใช้ในการชำระหนี้
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ต่ำ อัตราการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหลักอัตราส่วนหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ (Compliance Risks) ความเสี่ยงด้านการหมดอายุของใบอนุญาตและทรัพย์สินทางปัญญา ต่ำ จำนวนใบอนุญาตและทรัพย์สินทางปัญญาที่หมดอายุ
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) ความเสี่ยงจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ ปานกลาง ดัชนีราคาพลังงานและวัตถุดิบหลัก ดัชนีคำาระวางเรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหลัก
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่นำไปสู่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ปานกลาง จำนวนคู่แข่งในตลาดภูมิภาค ส่วนแบ่งตลาดมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 ปานกลาง สัดส่วนกรรมการและผู้บริหารที่มีความอิสระจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านความต้องการสินค้าและบริการบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง
  • วางแผนการส่งออกสินค้าไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและความต้องการบรรจุภัณฑ์เติบโต เพื่อทดแทนปริมาณความต้องการที่ลดลง รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้า พร้อมเพิ่มช่องทางการขายสินค้าใหม่
  • เพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในระหว่างธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษและธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์
  • วางแผนและจัดการปริมาณสินค้าคงคลัง (Inventory) ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุดิบ สินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต (Work in Process)และสินค้าที่พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการสินค้ารวมทั้งสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรและปรับราคาขายให้สอดคล้องกับราคาตลาด เพื่อปกป้องส่วนแบ่งการตลาด พร้อมทั้งดำเนินโครงการลดต้นทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุนในเชิงกลยุทธ์ หรือธุรกิจที่บริษัทได้มาจากการเข้าควบรวมกิจการ

  • จัดทำแนวปฏิบัติ Pre & Post Merger Integration Framework (PPMI)ซึ่งเป็นกระบวนการคัดเลือกและควบรวมกิจการตามแนวปฏิบัติที่ดีให้มีความชัดเจนขึ้น ทั้งในด้านการประเมินมูลค่ากิจการ การสร้างคุณค่าจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergy) การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบูรณาการวัฒนธรรมองค์กร (Culture Integration)
  • จัดให้มีทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจากด้านต่าง ๆ เช่น กฎหมายบัญชี และการเงิน เพื่อพิจารณาความเสี่ยงในการควบรวมกิจการเช่น การประเมินมูลค่าที่เหมาะสม มูลค่าตลาด รูปแบบของธุรกิจและความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งกำหนดมาตรการจัดการเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้น
  • จัดให้มีการนำเสนอแผนบูรณาการกิจการและติดตามความคืบหน้าต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงจากมลภาวะทางสิ่ งแวดล้อมและการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

  • พัฒนานวัตกรรมสินค้าและโซลูซันที่หลากหลายโดยลดการใช้ทรัพยากรหรือส่งเสริมการรีไซเศิลได้ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การพัฒนา Mono-Material Flexible Packagingซึ่งจะช่วยให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชนิดคงรูปที่มีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่มาจากการรีไซเคิล

ความเสี่ยงด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงธุรกิจ

  • กำหนด Critical Competency ทั้ง Leadership และ Functional Competency ที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ โดยมีการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) และพัฒนาทักษะ (Upskill) โดยเน้นที่ทักษะสำคัญสำหรับอนาคต รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความสามารถ การพัฒนา และ CareerPlanning เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตและแข่งขันได้
  • ประเมินพนักงานกลุ่มศักยภาพ (Talent) เป็นประจำทุกปี และพัฒนาพนักงานกลุ่มศักยภาพ โดยสนับสนุนให้จัดทำแผนพัฒนาตนเองและจัดโปรแกรมการเรียนรู้ที่เสริมศักยภาพ เช่น การเรียน ระบบพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา การมอบหมายโครงการ
  • จัดทำ Learning and Development Program SuccessionPlanning และ Career Development รวมถึงจัดการเรียนรู้ในรูปแบบผสมผสาน (Blended Learning 70 20 10) เพื่อให้พนักงานมีความรู้และทักษะที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • วางแผนสำหรับการสืบทอดตำแหน่งและการบริหารจัดการคนเก่ง(Succession Planning and Talent Management) โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรในอนาคต และการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน รวมถึงนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อเสริมสร้างการจัดการข้อมูลและความรู้ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • ดำเนินการตามกรอบการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย "SCG Safety Framework" โดยมีการตรวจประเมินและรับรองตนเองเป็นประจำทุกปี (Self-Declaration)
  • ขับเคลื่อนพฤติกรรมการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยของพนักงานและคู่ธุรกิจตาม Bradley Curve Model โดยกำหนดเป้าหมายให้พนักงานสามารถแสดงพฤติกรรมที่สามารถดูแลผู้อื่นในทีมให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
  • กำหนดกระบวนการชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยง พร้อมมาตรการลดและควบคุมความเสี่ยง และตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • บริหารความปลอดภัยคู่ธุรกิจ ผ่านการวางทิศทางและแผนงานโดยคณะทำงาน Contractor Safety Management Committee ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคู่ธุรกิจ การควบคุมปฏิบัติ และการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของคู่ธุรกิจ
  • บริหารความปลอดภัยในการขนส่งและการใช้ยานพาหนะด้วยการส่งเสริมทักษะและความตระหนักด้านความปลอดภัยให้พนักงานขับรถพร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐานการขนส่ง
  • ดำเนินการตามมาตรฐานการจัดการสารเคมีของ SCG และควบคุมการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลจากการโจมตีทางไซเบอร์ในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป

  • ปฏิบัติตามนโยบายการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศของ SCGP (SCGPe-Policy) และกำหนดให้กระบวนการทำงานสอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 27001 รวมถึงมีศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Security Operation Center : SOC) ทั้งแบบ On-PremiseSOC และ On-Cloud SOC
  • ติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มเติม เช่น ระบบการทดสอบหาช่องโหว่ (Vulnerability Scan) ระบบตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งานทรัพยากรระดับสูง (Privileged Access Management :PAM) ระบบควบคุมการเข้าใช้เครือข่าย (Network Access Control) และระบบควบคุมความปลอดภัยเชิงอุตสาหกรรม (Security ofIndustrial Control System : IC5)
  • มีแผนการรับมือและตอบสนองภัยคุกตามทางไซเบอร์ (Cyber IncidentResponse Plan) เพื่อป้องกันธุรกิจหยุดชะงักจากการโจมตีทางไซเบอร์รวมถึงจัดให้มีการฝึกซ้อมแผนเป็นประจำทุกปี และซักซ้อมแนวทางการวางแผนกู้คืนระบบงานที่สำคัญ (Disaster Recovery Plan : DRP) ประจำปี
  • สร้างความตระหนักรู้ในการใช้เทคโนโลยีให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดอบรมและกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการทำแบบทดสอบ SCG e-Policy เป็นประจำทุกปี

ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน

  • จัดตั้งคณะทำงาน Coal Collaborative Committee เพื่อจัดหาถ่านหินผ่านหน่วยงานกลางและมีการรวมซื้อ (Pooled Sourcing) เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างเหมาะสม
  • ปรับสัดส่วนเพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง ลดการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกและลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน โดยดำเนินการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บริเวณโรงงาน รวมทั้งเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก ได้แก่ พลังงานชีวมวลจากชิ้นไม้สับหรือเปลือกไม้
  • ติดตามสถานการณ์ตลาดวัตถุดิบกระดาษรีไซเศิลและเรซินอย่างใกล้ชิดสำหรับปรับใช้กลยุทธ์การจัดซื้อและบริหารจัดการปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตลาดและราคาวัตถุดิบ โดยกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุติบให้หลากหลาย ทั้งจากสหรัฐอเมริกา ยุโรปญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
  • เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ และรักษาระดับสินค้าคงเหลือให้เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่เกิดจากค่าระวางเรือและระยะเวลาในการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
  • ปรับราคาขายสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษากำไรและความสามารถในการแข่งขันในตลาด รวมถึงการเจรจาราคาแบบรายครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่แข่งขันได้ในช่วงที่ความต้องการลดลง
  • พิจารณาลงทุนในระบบ Automation ที่โรงงาน เพื่อลดการพึ่งพาการใช้แรงงานคนในกระบวนการผลิต

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

  • ประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน นโยบายด้านการบริหารความหลากหลายและยอมรับความแตกต่างของบุคคลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลว่าด้วยข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact : UNGC) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labor Organization (ILO) Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work] รวมถึงข้อกำหนดสากลอื่น ๆ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติผ่านคณะกรรมการการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ดำเนินกระบวนการจัดการต้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence Process) โดยประเมินความเสี่ยงครอบคลุมทั้งความเสี่ยงในการดำเนินงาน (Own Operations)และความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนต่อไป
  • จัดทำแบบทดสอบจริยธรรม (Ethics e-Testing) ให้พนักงานประจำคนไทยทุกคนได้ทดสอบและเรียนรู้ด้านจริยธรรมและสิทธิมนุษยชนเช่น สิทธิมนุษยชนและแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยการต่อต้านคอร์รัปชัน การแข่งขันทางการค้า การป้องกันการฟอกเงินเป็นต้น เพื่อสร้างความตระหนักและป้องกันการกระทำผิดให้แก่พนักงาน โดยพนักงานต้องทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25 ในปี 2573 (จากปีฐาน 2563) สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2)และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593
  • ศึกษาความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างใกล้ชิดโดยสอดคล้องกับมาตรการกฎหมายควบคุมของภาครัฐ พร้อมทั้งนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบ Integrated Packaging Solutions โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบ การผลิตบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงการลดใช้ทรัพยากรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนช่วยบริหารต้นทุนให้ลูกค้าได้อย่างเหมาะสม
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและอุปกรณ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งเพิ่มปริมาณการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และเพิ่มการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
  • ติดตามสถานการณ์ และประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างมาตรการป้องกันเพื่อรองรับสถานการณ์ต่าง ๆภายใต้การประเมินของคณะจัดการบริหารความเสี่ยง และคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงาน เพื่อเปิดเผยข้อมูลตามกรอบแนวทางของ Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD)
  • ปฏิบัติตามหลักการ Natural Climate Solution (NC5) ซึ่งเป็นแนวทางการลดสภาวะโลกร้อนตามข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อลดคาร์บอนด้วยการปลูกและอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ผ่านโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติโดยการปลูกต้นไม้ในพื้นที่โรงงานและพื้นที่นอกโรงงานในจังหวัดต่าง ๆ
ความเสี่ยงจากสถานการณ์วิกฤตการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง
  • เฝ้าติดตามความเสี่ยงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ที่โรงงานตั้งอยู่โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems : EWS) เชื่อมกับข้อมูลสำคัญจากแหล่งต่าง ๆ (Primary Source) เช่น กรมชลประทานกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นต้น
  • ติดตามและบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง โดยคณะจัดการวิกฤตการณ์ระดับธุรกิจ (Business Unit Management Team) และระดับพื้นที่ (Local Management Team) รวมถึงดำเนินการตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดย SCGP สามารถบริหารสถานการณ์ลดผลกระทบของความเสี่ยงต่อกระบวนการผลิตสินค้า และสามารถส่งมอบสินค้าได้โดยไม่เกิดการหยุดชะงัก
  • ฝึกซ้อมตามแผนเพื่อเตรียมรับมือกรณีเกิดวิกฤตน้ำท่วมโรงงานส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต และ/หรือน้ำท่วมเส้นทางการขนส่งกระทบกับการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ พร้อมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์รับมือกรณีเกิดน้ำท่วม เช่น ปั๊ม กระสอบทราย พื้นที่สำหรับใช้เป็นสำนักงานสำรองเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะวิกฤต
  • ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำโดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงลดปริมาณการใช้น้ำภายใต้แนวทางสากลตามหลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle)
  • บำบัดน้ำให้มีประสิทธิภาพจนสามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้การใช้น้ำจากภายนอกในปี 2567 ลดลงร้อยละ 27.3 เมื่อเทียบกับกรณีปกติ ณ ปีฐาน 2557
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
  • การบริหารจัดการความเสี่ยง· บริหารจัดการสัดส่วนระหว่างหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและอัตราคงที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีการเสนอขายหุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนทั่วไปและกู้เงินแบบมีระยะเวลาจากธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ รวมถึงทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โดยเปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่กับธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ (Interest Rate Swap)การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

  • ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward ExchangeContract) เพื่อป้องกันความเสี่ยงในสินทรัพย์หรือหนี้สินทางการเงินที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ รวมถึงมีการทำสัญญาแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำหรับหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ โดยเปลี่ยนเป็นเงินสกุลในประเทศนั้น ๆ (Cross Currency Swap)
  • บริหารอัตราแลกเปลี่ยนโดยการจัดสรรให้รายได้และค่าใช้จ่ายเป็นสกุลเงินเดียวกัน (Natural Hedge)
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านการหมดอายุของใบอนุญาตและทรัพย์สินทางปัญญา
  • กำหนดให้คณะผู้แทน Compliance Management Representative ทำหน้าที่ติดตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และใบอนุญาตที่จะหมดอายุพร้อมสื่อสารไปยังผู้รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการปฏิบัติตาม และต่อใบอนุญาต
  • พัฒนาระบบการจัดการข้อมูลกฎหมาย การวางแผนและกำกับการดำเนินการตามกฎหมาย และการจัดการใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Compliance and License Management System) โดยใช้ระบบ IT เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดเก็บ ติดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยบูรณาการกฎหมายเติมและกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องรวมถึงการควบคุมใบอนุญาตและให้สามารถใช้งานในต่างประเทศได้และรายงานผลต่อคณะ Compliance Monitor และคณะกรรมการการพัฒนาที่ยั่งยืนตามลำดับ
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่
  • ติดตามสถานการณ์ และประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ โดยปรับกลยุทธ์การจัดซื้อและบริหารจัดการปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตลาดและราคาวัตถุดิบ และมีการกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบให้หลากหลายมากขึ้น
  • สร้างโอกาสและความได้เปรียบทางธุรกิจผ่านการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สอดรับกับแนวโน้มสำคัญของโลกที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการด้านการขายและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่นำไปสู่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

  • ขยายฐานลูกค้าในกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มผลไม้ส่งออก อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเติมที่มีการแข่งขันสูง และเพิ่มโอกาสในการเติบโตจากตลาดที่มีศักยภาพ
  • พัฒนาและยกระดับความสามารถในการผลิต เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น และมุ่งสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเสริมความได้เปรียบในการแข่งขัน
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากกว่าร้อยละ 50
  • คณะกรรมการบริษัทได้กำหนดนโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยได้กำหนดแนวปฏิบัติ ข้อห้าม และข้อพิจารณาต่าง ๆเพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน มีความเข้าใจและปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว
  • คณะกรรมการของ SCGP ประกอบด้วยกรรมการ 12 คน โดย 7 คน(หรือร้อยละ 58.3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด) เป็นกรรมการอิสระทั้งนี้ มีกรรมการที่ไม่ใช่ผู้บริหาร 11 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดคุณสมบัติของกรรมการอิสระ ในเรื่องของการถือหุ้นไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดของบริษัทบริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท ทั้งนี้ให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องรายนั้น ๆด้วย เพื่อป้องกันมิให้เป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระ