การบริหารจัดการความเสี่ยง

นโยบายการบริหารความเสี่ยง

SCGP กำาหนดให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบตาม มาตรฐานสากลและบูรณาการเข้ากับการดำาเนินธุรกิจขององค์กร เพื่อให้สามารถระบุความเสี่ยงหรือโอกาสในการดำาเนินธุรกิจได้ อย่างเหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์ สามารถบริหารความเสี่ยง ให้อยู ่ในระดับที่ยอมรับได้ หรือหาโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำาหนด ตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย สนับสนุนต่อการดำาเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และเป็นไปตามหลักการกำากับดูแลกิจการที่ดี พร้อมกันนี้ได้มีการเผยแพร่นโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทดังกล่าวไว้ในเว็บไซต์ ของบริษัทด้วย (https://investor.scgpackaging.com/storage/downloads/corporate-governance/corporate-policies/20250103-risk-management-policy-en.pdf)

Risk Appetite Statement

“เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีกำไรและยั่งยืน
SCGP จะบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
ในการดำเนินการดังกล่าว SCGP จะไม่ยอมรับความเสี่ยงที่อาจ:
เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า หรือชุมชนที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่
ละเมิดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมหรือข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎหมายของ SCGP
หรือส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท ทั้งนี้ SCGP สามารถยอมรับความเสี่ยงที่มีผลกระทบทางการเงินได้ ภายใต้กรอบแนวทางขององค์กรที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลา (ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต)”

กรอบการบริหารความเสี่ยง

SCGP มีการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Enterprise RiskManagement Framework) ตามแนวทาง COSO ERMFramework และ ISO 31000 เพื่อลดโอกาสและ/หรือผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกอบด้วย

1. การกำหนดกลยุทธ์

SCGP กำาหนดวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจน เพื่อให้การบริหาร ความเสี่ยงขององค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยครอบคลุม การพิจารณาความเสี่ยงในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมี นัยสำาคัญ ความเสี่ยงจากโครงการลงทุน และความเสี่ยงที่เฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับบริบทและสถานการณ์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริษัทยังได้บูรณาการการพิจารณาความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของ การจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางและแผนธุรกิจประจำปี

2. โครงสร้าง บทบาท และหน้าที่ในการบริหารความเสี่ยง

SCGP กำหนดผังโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง แสดงให้เห็นตามแผนภาพดังนี้

หมายเหตุ:
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 มีมติอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพิ่ม 1 คณะ คือ คณะกรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568เป็นต้นไป คณะกรรมการชุดย่อยดังกล่าวจึงยังไม่รวมในโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567

2.1 โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Corporate Level)

บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่กำหนดนโยบายบริหารความเสี่ยง ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร และกำกับดูแลให้มีการบริหาร ความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล รวมทั้งมีการทบทวนและประเมินระบบ การจัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อระดับความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลง

บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการกํากับการบริหารความเสี่ยง

คณะกรรมการบริษัทมอบหมายให้คณะกรรมการกำากับการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทอย่างเหมาะสม และให้คำแนะนำเรื่องนโยบายการบริหารความเสี่ยงแก่คณะกรรมการบริษัทรวมถึงส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบบริหาร ความเสี่ยงในทุกระดับทั่วองค์กรอย่างต่อเนื่อง

บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการบริษัทมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และมีการรายงานการบริหารจัดการดังกล่าวต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัทตามลำดับอย่างสม่ำเสมอ

บทบาทและหน้าที่ของคณะจัดการบริหารความเสี่ยง

ประกอบด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในแต่ละสายธุรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจต่างประเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานลูกค้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายเทคโนโลยี ความยั่งยืน และประสิทธิภาพองค์กร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นประธานคณะจัดการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ดังนี้

  • กำหนดโครงสร้างและผู้รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง
  • พิจารณาและอนุมัติกลยุทธ์ กรอบการบริหารความเสี่ยง และแผนการจัดการความเสี่ยง
  • ทบทวนความเสี่ยง (Risk Profile) และติดตามการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

2.2 โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงระดับธุรกิจ(Business Level) และการบริหารความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ (Operational Level)

มุ่งเน้นการเสริมสร้างโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงทั้งในระดับธุรกิจและระดับปฏิบัติการให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับกลยุทธ์องค์กร โดย Risk Champion ในแต่ละสายธุรกิจ (Business Level) และ Risk Coordinator ในระดับปฏิบัติการ (Operational Level) มีบทบาทสำคัญในการนำนโยบาย กระบวนการ และกรอบการบริหารความเสี่ยงไปประยุกต์ใช้ในระดับที่รับผิดชอบ พร้อมดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนด โดยใช้ระบบ Risk Assessment System (RAS) สำหรับการระบุ ประเมิน ติดตามรายการความเสี่ยง และช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง เข้าถึง ติดตาม และประเมินผลได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับเครื่องมือ Enterprise Dashboard และ Performance Management System (PMS) เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งเสนอ แผนบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาแผนงาน ระยะกลางและแผนประจำปีต่อคณะกรรมการบริษัททุกปี

3. กระบวนการบริหารความเสี่ยง

SCGP นำกรอบการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินงานหลัก ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง ของโครงการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงในการดำาเนินงาน โดยกระบวนการบริหารความเสี่ยงแบ่งเป็นขั้นตอนหลัก ดังนี้

(1) การระบุความเสี่ยง/โอกาสในการดำเนินธุรกิจ จากทั้งรายการความเสี่ยงเดิมและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

(2) ประเมินโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาส โดยใช้ระบบ RAS และเครื่องมือ Risk Map เพื่อประเมินความเป็นไปได้ (Likelihood) และผลกระทบ (Impact)เพื่อกำหนดระดับความรุนแรงและลำดับความสำาคัญ โดยใช้ระบบการประเมินความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกัน

(3) การกำหนดมาตรการจัดการ รวมถึงดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators) และดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) ซึ่งเป็นทั้ง Leading Indicators และ Lagging Indicators เพื่อคาดการณ์เหตุการณ์เสี่ยงและควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

(4) การรายงานความเสี่ยงต่อคณะจัดการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยง โดยครอบคลุมความเสี่ยงในระยะสั้น (Immediate Risk) ระยะกลาง (Intermediate Risk) และความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk) ทั้งนี้ ก่อนที่จะรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบไตรมาสละครั้ง

(5) การทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอโดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำาคัญต่อองค์กร

ทั้งนี้ ในการประเมินความเสี่ยงจะต้องได้รับการประเมิน ในแต่ละหัวข้อ Risk Universe ต่อไปนี้อย่างครบถ้วน

1) ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม 2) ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ 3) ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและทรัพย์สินทางปัญญา 4) ความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรง 5) ความเสี่ยงด้านต้นทุนผลิต 6) ความเสี่ยงจากการดำาเนินงาน 7) ความเสี่ยงด้านการเงิน และ 8) ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมของธุรกิจ เพื่อให้การพิจารณาความเสี่ยง มีความรอบด้านและสอดคล้องกับบริบทขององค์กร

4. การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารความเสี่ยง

SCGP ตระหนักดีว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสำเร็จของการบริหารความเสี่ยง จึงได้ส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

  • ส่งเสริมบทบาทผู้นำด้านการบริหารความเสี่ยง โดยให้ผู้บริหารเป็นผู้สื่อสารถึงความสำคัญและเป็นต้นแบบในการบริหารความเสี่ยง รวมถึงผลักดันการนำการบริหารความเสี่ยงไปใช้ให้เห็นผลในทางปฏิบัติ พร้อมกำหนดให้มีการใช้ภาษาความเสี่ยงที่ตรงกัน (Common Risk Language) การกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระบบการประเมินความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกันทั่วทั้งองค์กร
  • กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบด้านความเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยระบุหน้าที่ของผู้รับผิดชอบความเสี่ยงในแต่ละประเด็น เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีความชัดเจนและ ตรวจสอบได้
  • สนับสนุนให้มีการกำหนดวาระเรื่องความเสี่ยงที่สำคัญในการประชุมระดับผู้บริหารในแต่ละบริษัทย่อย
  • ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานกับบริษัท เพื่อสื่อสารประโยชน์การบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้ Risk Champion ในระดับธุรกิจ และ Risk Coordinator ในระดับปฏิบัติการ เข้าร่วมการฝึกอบรมด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี เพื่อให้สามารถนำเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงไปใช้ได้จริง
  • ปลูกฝังวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับองค์กร โดยกำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานใหม่ รวมทั้งการจัดทำหลักสูตร e-Learning เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับสามารถเข้าถึงและเรียนรู้เรื่องการบริหาร ความเสี่ยงได้อย่างทั่วถึง

5. ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และการบริหารจัดการความเสี่ยง

SCGP ได้ระบุและประเมินความเสี่ยงที่สำคัญสำหรับปี 2567โดยพิจารณาจากกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งต้านกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายและกลยุทธ์ขององค์กร ตลอดจนความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์ ทั้งนี้ SCGP ได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยง โดยมีผลการดำเนินงาน ดังนี้

ความเสี่ยง ความรุนแรง ตัวชี้วัดความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) ความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ สูง อัตราการเติบโตของความต้องการบรรจุุภัณฑ์ ปริมาณการขาย และราคาขายบรรจุุภัณฑ์
ความเสี่ยงจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์หรือการควบรวมกิจการ ปานกลาง ระดับความส่ำเร็จในการบูรณาการธุรกิจ ผลประกอบการของธุุรกิจจากการเข้าควบรวมกิจการ
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ปานกลาง ปริมาณการปล่่อยก๊าซเรือนกระจก สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับภาษีคาร์บอน สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ
ความเสี่ยงด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงธุุรกิจ ต่ำ อัตราการรักษาพนักงานกลุ่่มศักยภาพ ระดับความผูกพันของพนักงานกับองค์กร
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk) ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในที่ปฏิบัติงาน การขนส่ง และการเดินทาง สูง จำนวนอุบัติเหตุและอัตราการเสียชีวิตจากการทำงาน สัดส่วนของพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยและการป้องกันอุบัติเหตุ จำนวนข้อร้องเรียนหรือการรายงานปัญหาด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน
ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และความปลอดภัยของข้อมูล ปานกลาง อัตราการตรวจพบภัยคุกคามทางไซเบอร์ จำนวนเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ สัดส่วนของพนักงานที่ผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน ต่ำ ดัชนีราคาพลังงานและวัตถุุดิบหลัก ดัชนีค่าระวางเรือ ต้นทุนแรงงาน สัดส่่วนการจัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ
ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ต่ำ จำนวนข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน จำนวนคู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธืมนุษยชน
ความเสี่ยงจากภัยพิบัตทางธรรมชาติต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ต่ำ ระดับน้ำของแหล่งน้ำบริเวณโรงงาน อัตราการหยุดชะงักของการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า
ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ต่ำ อัตราส่วนหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและอัตราดอกเบี้ยคงที่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด กระแสเงินสดที่ใช้ในการชำระหนี้
ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต่ำ อัตราการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหลัก อัตราส่่วนหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ กฎหมาย และกฎระเบียบมาตรฐานสากล ต่ำ จำนวนใบอนุญาตและทรัพย์สินทางปัญญาที่หมดอาย จำนวนกฎหมาย หรือกฎระเบียบใหม่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่นำไปสู่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ปานกลาง จำนวนคู่แข่งในตลาดภูมิภาค ส่วนแบ่งตลาด มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปานกลาง จำนวนเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีสาเหตุจากการใช้งาน หรือประยุกต์ใช้ AI สัดส่วนพนักงานที่ผ่านการอบรมด้านดิจิทัลและ AI ความครอบคลุมของนโยบายและกรอบกำกับดูแล AI
ความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 ปานกลาง สัดส่วนกรรมการและผู้บริหารที่มีความเป็นอิสระจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ความเสี่ยงต่อการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (กรณีผู้ออกหลักทรัพย์เป็นบริษัทต่างประเทศ)
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก การค้า และภูมิรัฐศาสตร์
  • กระจายตลาดและขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และอัตราการเติบโตของความต้องการบรรจุภัณฑ์สูง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการขาย เพื่อเสริมความ หลากหลายของฐานลูกค้าและลดการพึ่งพาตลาดเดิม
  • เพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากกระดาษ และธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ
  • บริหารกลยุทธ์การทำกำไรและการกำหนดราคาขายอย่าง ยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
  • ปรับแผนการดำาเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและภูมิภาค อาทิ การกระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง การบริหารจัดสรรกำาลังการผลิตอย่างเหมาะสม การขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และเอเชียใต้ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการขายให้แก่ลูกค้าเดิม (Wallet Share) และ การพัฒนาผลิตภัณฑ์์ที่มีมูลค่าเพิ่มหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
  • ยกระดับความสามารถในการเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของลูกค้าผ่านการพัฒนาทีมขาย การใช้ข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลในการวิเคราะห์ความต้องการตลาด และการจัดสรรกำลังการผลิตและสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

ความเสี่ยงจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์หรือการควบรวมกิจการ

  • จัดทำแนวปฏิบัติ Pre & Post Merger Integration Framework (PPMI) ซึ่งเป็นกระบวนการคัดเลือกและควบรวมกิจการตาม แนวปฏิบัติที่ดีให้มีความชัดเจนขึ้น ทั้งในด้านการประเมินมูลค่ากิจการ การสร้างคุณค่าจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergy) การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบูรณาการวัฒนธรรมองค์กร (Culture Integration)
  • จัดให้มีทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เช่น กฎหมาย บัญชี IT และการเงิน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ การลงทุนและการควบรวมกิจการ รวมถึงกำาหนดมาตรการลดความเสี่ยงด้านมูลค่า โครงสร้างธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน
  • รายงานความคืบหน้าและนำเสนอแผนบูรณาการกิจการต่อ ผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถกำกับและ ติดตามผลได้อย่างทันท่วงที

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

  • SCGP ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25 ในปี 2573 (จากปีฐาน 2563) สำาหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593
  • ศึกษาความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรการภาครัฐ พร้อมนำเสนอ Integrated Packaging Solutions ตั้งแต่การออกแบบและการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยบริหารต้นทุนให้ลูกค้า
  • เพิ่มประสิทธิภาพและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและอุปกรณ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
  • ติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงาน พร้อมเปิดเผยข้อมูลตามกรอบแนวทาง Task Force on Climate Related Financial Disclosures (TCFD)
  • ปฏิบัติตามหลักการ Natural Climate Solutions (NCS) ดำเนินโครงการปลูกและอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านกิจกรรมฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งในและนอกพื้นที่โรงงานในจังหวัดต่าง ๆ

ความเสี่ยงด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงธุรกิจ

  • กำหนด Critical Competency ทั้ง Leadership และ Functional Competency ที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ โดยมีการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) และพัฒนาทักษะ (Upskill) โดยเน้นที่ทักษะสำคัญสำาหรับอนาคต รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความสามารถ การพัฒนา และ Career Planning เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตและแข่งขันได้
  • ประเมินพนักงานกลุ่มศักยภาพ (Talent) เป็นประจำาทุกปี โดยสนับสนุนให้จัดทำแผนพัฒนาตนเองและจัดโปรแกรมการเรียนรู้ที่เสริมศักยภาพ เช่น การเรียน ระบบพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา การมอบหมายโครงการ
  • จัดทำ Learning and Development Program Succession Planning และ Career Development รวมถึงจัดการเรียนรู้ในรูปแบบผสมผสาน (Blended Learning 70 20 10) เพื่อให้พนักงานมีความรู้และทักษะที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • วางแผนสำหรับการสืบทอดตำแหน่งและการบริหารจัดการคนเก่ง (Succession Planning and Talent Management) โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรในอนาคต และการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน รวมถึงนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อเสริมสร้างการจัดการข้อมูลและความรู้ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในที่ปฏิบัติงาน การขนส่ง และการเดินทาง
  • ดำเนินการตามมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (SCG Safety Framework) โดยมีการตรวจประเมินและรับรองตนเองเป็นประจำาทุกปี (Self-Declaration)
  • ขับเคลื่อนพฤติกรรมการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยของพนักงานและคู ่ธุรกิจตาม Bradley Curve Model โดยตั้งเป้าให้พนักงานสามารถแสดงพฤติกรรมที่สามารถดูแลผู้อื่นในทีมให้ทำางานได้อย่างปลอดภัย
  • กำหนดกระบวนการชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยง พร้อมมาตรการลดและควบคุมและตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพและ ความปลอดภัย
  • บริหารความปลอดภัยของคู่ธุรกิจผ่านระบบคัดเลือก ควบคุม และประเมินผล โดยคณะทำงาน Contractor Safety Management Committee
  • เสริมมาตรการความปลอดภัยในการขนส่งและการใช้ ยานพาหนะ โดยพัฒนาทักษะและความตระหนักด้านความปลอดภัยของพนักงานขับรถ และสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐานการขนส่งที่เกี่ยวข้อง
  • ส่งเสริมทักษะด้านความปลอดภัยของพนักงานในแต่ละสายธุรกิจผ่านหลักสูตร SCGP Felt Leadership และส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านกิจกรรม Caring Line Walk

ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และความปลอดภัยของข้อมูล

  • ดำเนินงานตามนโยบายการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ (SCGP e-Policy) และมาตรฐาน ISO/IEC 27001 รวมถึงมีศูนย์ปฏิบัติการเฝั้าระวังความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Security Operation Center: SOC) ทั้งแบบ On-Premise SOC และ On-Cloud SOC
  • ปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สอดคล้องกับกฎหมาย เช่น การขอและถอนความยินยอม การแจ้ง Privacy Notice และการแต่งตั้ง Data Protection Officer (DPO) เพื่อให้คำแนะนำและกำกับดูแลการดำเนินการของหน่วยงานภายใน
  • เสริมมาตรการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เช่น ระบบการทดสอบหาช่องโหว่ (Vulnerability Scan) ระบบตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งาน (Privileged Access Management: PAM) ระบบควบคุมการเข้าใช้เครือข่าย (Network Access Control)
  • และระบบควบคุมความปลอดภัยเชิงอุตสาหกรรม (Security of Industrial Control System: ICS) รวมถึงมีระบบสำรองเครือข่าย เพื่อสำรองเส้นทางการเชื่อมต่อและรองรับกรณีเกิดเหตุขัดข้องที่ศูนย์ข้อมูลหลัก
  • มีแผนการรับมือและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Incident Response Plan) เพื่อป้องกันธุรกิจหยุดชะงักจากการโจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงจัดให้มีการฝัึกซ้อมแผนเป็นประจำาทุกปี และซักซ้อมแนวทางการวางแผนกู้คืนระบบงานที่สำคัญ (Disaster Recovery Plan: DRP) ประจำปี
  • ส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ผ่านการอบรมและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมการทดสอบ SCGP e-Policy เป็นประจำทุกปี

ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน

  • จัดตั้งคณะทำงาน Coal Collaborative Committee เพื่อจัดหาถ่านหิน ผ่านหน่วยงานกลางและมีการรวมซื้อ (Pooled Sourcing) เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างเหมาะสม
  • เพิ่มการผลิตพลังงานใช้เอง ลดการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกและลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน โดยดำเนินการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บริเวณโรงงาน เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก ได้แก่ พลังงานชีวมวลจากชิ้นไม้สับหรือเปลือกไม้
  • ปรับใช้กลยุทธ์การจัดซื้อและบริหารจัดการปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตลาดและราคาวัตถุดิบ โดยกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบให้หลากหลาย ทั้งจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
  • เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อลดความผันผวนจากการพึ่งพาต่างประเทศ และรักษาระดับสินค้าคงเหลือให้เหมาะสม
  • นำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตและการบริการ
  • บูรณาการห่วงโซ่อุปทานระหว่างบริษัทในเครือทั้งในและ ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการผลิต การใช้วัตถุดิบร่วมกัน และการบริหารสินค้าคงคลัง

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

  • ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UNGC) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labor Organization Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work: ILO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) รวมถึงข้อกำาหนดสากลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence Process) ตั้งแต่ประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไข ติดตามผล และสื่อสารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินคู่ค้าในประเด็นต่าง ๆ ด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมจัดทำแผนปรับปรุงร่วมกัน
  • จัดทำแบบทดสอบจริยธรรม (Ethics e-Testing) ให้พนักงาน เช่น สิทธิมนุษยชนและแรงงาน การต่อต้านคอร์รัปชัน การแข่งขันทางการค้า การป้องกันการฟอกเงิน โดยพนักงานต้องทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100
  • ปรับปรุงสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มพนักงาน เช่น การลาผ่าตัดแปลงเพศ ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร และลาเพื่อประกอบศาสนกิจ
  • จัดให้มีช่องทางการสอบถาม และเสนอเรื่องร้องเรียน (Whistleblowing) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรายงานการละเมิดได้อย่างปลอดภัย

ความเสี่ยงจากภัยพิบัตทางธรรมชาติต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

  • ติดตามสถานการณน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems: EWS) โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
  • บริหารสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงโดยคณะจัดการวิกฤตการณ์ระดับธุรกิจ (Business Unit Management Team) และระดับพื้นที่ (Local Management Team) รวมถึงดำเนินการตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • ฝึกซ้อมแผนรับมือจากภัยธรรมชาติ ทั้งกรณีที่กระทบกระบวนการผลิตหรือเส้นทางขนส่ง พร้อมจัดเตรียมทรัพยากรสำรอง เช่น พื้นที่ทำงานสำรอง และระบบ Buddy Plant เพื่อให้โรงงานที่ผลิตใกล้เคียงกันสามารถผลิตแทนกันได้
  • ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำภายนอกด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตตามหลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle) และบำบัดน้ำให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเสริมความมั่นคงของทรัพยากรน้ำและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของแหล่งน้ำภายนอก
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย
  • บริหารจัดการสัดส่วนระหว่างหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวกับอัตราคงที่ให้อยู ่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีการเสนอขาย หุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนทั่วไปและกู้เงินแบบมีระยะเวลาจากธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ รวมถึงทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โดยเปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่กับธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ (Interest Rate Swap)

ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

  • ดำเนินการ Hedging ผ่านสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
  • ติดตามแนวโน้มค่าเงินและใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการวางแผนรายได้จากการขายนำเข้าและส่งออก เพื่อลดความผันผวนจากการแปลงค่าเงิน
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ กฎหมาย และกฎระเบียบมาตรฐานสากล
  • ติดตาม ประเมิน และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ กฎหมาย และกฎระเบียบในประเทศที่ดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำาหนดได้อย่างทันท่วงที
  • ใช้ระบบ Compliance and License Management System ในการจัดเก็บ ติดตาม และกำกับการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงสถานะใบอนุญาตในประเทศที่ SCGP ดำเนินธุรกิจ พร้อมรายงานผลต่อคณะ Compliance Monitoring และคณะ ESG Committee
  • กำาหนดและสื่อสารนโยบายกำกับดูแลกิจการที่สำคัญ เช่น นโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายสิทธิมนุษยชน และนโยบายการแข่งขันทางการค้า ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของพนักงานผ่านการทดสอบ Ethics e-Testing ทุกปี
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุดิบที่ได้รับการรับรอง FSCTM
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่นำไปสู่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค
  • ขยายฐานลูกค้าไปสู่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตที่เหมาะสม อาทิ กลุ่มผลไม้ส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากกระดาษ เพื่อเสริมความหลากหลายของลูกค้าและเพิ่มโอกาสการเติบโตในตลาดใหม่
  • ยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพบริการ และมูลค่าเพิ่ม รองรับความต้องการลูกค้าที่หลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้น
  • แสวงหาและพัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับลูกค้าและผู้ผลิตจีน ทั้งด้านการผลิต การจัดจำาหน่าย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและขยายฐานตลาด
  • ติดตามแนวโน้มการแข่งขัน การย้ายฐานการผลิต และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • จัดทำแนวปฏิบัติ SCGP AI Guideline โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลของ ISO/IEC 42001 ครอบคลุมหลักการสำคัญ ได้แก่ การใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม (Ethical AI) ความโปร่งใสและความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ของระบบ (Transparency) การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI (Risk Management) และการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแล (Compliance)
  • สื่อสารและส่งเสริมให้พนักงานใช้ระบบ AI ที่พัฒนาและควบคุมการใช้งานภายในองค์กร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์และลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรและวัฒนธรรมการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสาร การจัดอบรม และหลักสูตรการเรียนรู ้ใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทดลองใช้ AI และต่อยอดการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม
รายละเอียดของความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากกว่าร้อยละ 50
  • คณะกรรมการบริษัทได้กำหนดนโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยได้กำหนดแนวปฏิบัติ ข้อห้าม และข้อพิจารณาต่าง ๆ เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน มีความเข้าใจ และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว
  • คณะกรรมการของ SCGP ประกอบด้วยกรรมการ 12 คน โดย 7 คน (หรือร้อยละ 58.3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด) เป็นกรรมการอิสระ ทั้งนี้ มีกรรมการที่ไม่ใช่ผู้บริหาร 11 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดนอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดคุณสมบัติของกรรมการอิสระในเรื่องของการถือหุ้นไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท ทั้งนี้ ให้นับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องรายนั้น ๆ ด้วย เพื่อป้องกันมิให้เป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระ