ประเด็นการพัฒนาที่่ยั่งยืน

SCGP ประเมิน Double Materiality อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน GRI (GRI3: Material Topics 2021) โดยพิจารณาถึงผลกระทบทั้งทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน จากประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีต่อการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย Double Materiality เป็นแนวคิดที่ตระหนักถึงความสำคัญของการประเมินทั้งผลกระทบภายในของประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีต่อผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัท และผลกระทบภายนอกของกิจกรรมของบริษัทที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล

นอกจากนี้ SCGP ยังพิจารณาถึงความสำคัญทางการเงินของประเด็นด้านความยั่งยืน ด้วยการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัท รวมถึงความเสี่ยงและโอกาส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ แนวโน้มของตลาด ความพร้อมของทรัพยากร และความต้องการของลูกค้าที่อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานทางการเงินของ SCGP

นอกจากนี้ SCGP ยังประเมินผลกระทบที่มีสาระสำคัญ (ไม่ใช่สาระสำคัญทางการเงิน) ของประเด็นด้านความยั่งยืนด้วยการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์คาร์บอนฟุ๊ตปริ้นท์ของบริษัท การใช้น้ำ แนวทางปฏิบัติในการจัดการของเสีย สภาพแรงงาน สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของชุมชน และแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่มีจริยธรรม

ขั้นตอนการประเมินประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาที่่ยั่งยืน
(Materiality Assessment Process)

01
รวบรวมข้อมูลและ
ระบุประเด็นที่สำคัญ
  • วิเคราะห์ประเด็นด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่งและการกระจายสินค้า ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ
02
ประเมินผลกระทบ
  • ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาจากทางการเงิน (Financial Materiality) ต่อ SCGP และด้านผลกระทบ (Impact Materiality) ซึ่งการประเมินดังกล่าวดำเนินการโดยคณะกรรมการและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
03
ตรวจสอบและ
เห็นชอบประเด็น
  • ประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยมีคณะกรรมการ ESG เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทบทวนและตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
04
สื่อสารถึงผู้มีส่วนได้เสีย
  • เปิดเผยประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใสและครอบคลุม พร้อมรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง SCGP กับผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ ประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนจะได้รับการทบทวนปีละ 1 ครั้ง
ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมข้อมูลและระบุประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน

ประเด็นสาระสำคัญจากผู้มีส่วนได้เสียภายนอก

  • ผู้มีส่วนได้เสียภายนอกประกอบด้วย
    • ผลการสำรวจจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียและการสำรวจประเด็นสาระสำคัญ รวมถึงผลสำรวจจากงานด้าน ESG ประจำปี (เช่น ESG Symposium และ Supplier Day)
    • ประเด็นคำถามที่ได้รับจากนักลงทุนและลูกค้าระหว่างปี (เช่น การประชุมนักวิเคราะห์ และข้อซักถามจากลูกค้า)
    • กฎหมายและข้อกำหนดด้าน ESG ที่เกี่ยวข้อง
  • การเปรียบเทียบกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม (Peer Benchmarking)
  • ระบบการประเมินและการจัดอันดับด้าน ESG จากหน่วยงานภายนอก เช่น S&P Global (CSA), CDP, EcoVadis, MSCI, FTSE4Good และ Sustainalytics
  • กรอบการรายงานด้านความยั่งยืน ได้แก่ Global Reporting Initiative (GRI), Sustainability Accounting Standards Board (SASB), IFRS Foundation S1 และ S2, United Nations (SDGs), United Nations Global Compact (UNGC) และ World Business Council for Sustainable Development
  • เมกะเทรนด์จาก World Economic Forum

ประเด็นสาระสำคัญภายในการบริหารจัดการ

  • ผลการประเมินประเด็นสาระสำคัญจากปีที่ผ่านมา
  • ประเด็นที่ระดับคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงมองเห็น (คณะกรรมการตรวจสอบ, คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง, คณะกรรมการ ESG และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง)
  • ประเด็นที่ได้รับการหยิบยกและติดตามผ่านคณะESG และคณะทำงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (เช่น คณะพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำ ของเสีย)
  • ประเด็นที่กำหนดเป็นเป้าหมายระยะสั้น กลาง และระยะยาวในการดำเนินธุรกิจ ผลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนสำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง
ขั้นตอนที่ 2: ประเมินผลกระทบ ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบและเห็นชอบประเด็น Step 4: สื่อสารถึงผู้มีส่วนได้เสีย

SCGP ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาทั้งด้านสาระสำคัญทางการเงินต่อบริษัท และสาระสำคัญด้านผลกระทบ โดยการประเมินดังกล่าวดำเนินการโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องและหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัท

ประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) โดยคำนึงถึงผลกระทบทางการเงิน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านสังคม จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการ ESG เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทบทวนและรับรอง ก่อนนำเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริษัท

เปิดเผยประเด็นสาระสำคัญอย่างโปร่งใสและครอบคลุมต่อผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ ประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนจะได้รับการทบทวนปีละหนึ่งครั้ง

SCGP ได้ประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนจำนวน 18 ประเด็น โดยใช้แนวทาง Double Materiality ซึ่งพิจารณา:

  • ผลกระทบด้านการเงินต่อ SCGP (Financial Materiality)
  • ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Impact Materiality)

ผลการประเมินพบประเด็น “สาระสำคัญระดับสูง” จำนวน 5 ประเด็น ได้แก่:

กลุ่มประเด็นสาระสำคัญเชิงกลยุทธ์ (Strategic Importance Materiality)

  1. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action and Strategy)
  2. เศรษฐกิจหมุนเวียน
  3. การมีลูกค้าและผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

กลุ่มประเด็นสาระสำคัญพื้นฐาน (Fundamental Materiality)

  1. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
  2. บรรษัทภิบาล

Double Materiality Matrix

ประเด็นสำคัญปี 2568

จากการทบทวนการพจารณาประเด็นพัฒนาที่ยั่งยืนของ SCGP ในปี 2568 แบบ Double Materiality มี 5 ประเด็นสำคัญคือ

หลังจากการทบทวนประเด็นสาระสำคัญของ SCGP ในปี 2568 ผ่านการประเมิน Double Materiality พบว่ามีประเด็นสำคัญ 5 ประเด็นดังนี้:

ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สำคัญ ความเสี่ยง โอกาส การบริหารจัดการ
1. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Action and Strategy)
  1. การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย และกฎข้อบังคับด้านการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน และการประกาศเป้าหมายที่เข้มข้นขึ้น เช่น SBTi
  2. ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และขีดจำกัดของแหล่งพลังงาน
  3. ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากกระแสเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  4. ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง พายุ โรคระบาด ที่กระทบต่อการดําเนินธุรกิจ
  1. ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) และพลังงานหมุนเวียน
  2. ออกแบบและพัฒนาสินค้าและบริการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมและเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุ Recycle
  3. กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) เพื่อใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือพิจารณาการลงทุน
  4. สร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรระดับโลก ในการติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และกำหนดแผนการรับมือ และแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในกรณีที่เกิดภัยภิบัติ
  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่
    • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น
    • การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนและแหล่งพลังงานสะอาด
    • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนต่ำตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
  2. การดูดซับและเก็บกักก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วย 2 มาตรการ คือ
    • การศึกษาเทคโนโลยีการดักจับและการเก็บกักคาร์บอน (CCUS)
    • การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการพิทักษ์รักษาป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและเพื่อพื้นที่เก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์
  3. ใช้เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น Internal Carbon Pricing (ICP)
2. เศรษฐกิจหมุุนเวียน
  1. การขาดแคลนทรัพยากร เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ
  2. ความต้องการผู้บริโภคที่ตระหนักความสำคัญของการลดใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน
  3. กฎหมายจากภาครัฐที่มีความเข้มงวดในการจัดการขยะเพื่อนำมาใช้ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
  1. การใช้ประโยชน์จากของเสียและวัตถุดิบที่หลากหลาย เนื่องจากมีหลากหลายอุตสาหกรรม
  2. ความร่วมมือกับลูกค้าในการนำขยะกลับมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นสินค้าใหม่ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
  1. บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
  2. ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นแนวทางบริหารจัดการเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้แก่ น้ำ พลังงาน และวัตถุดิบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3. การมีลูกค้าและผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer & Consumer Centricity)
  1. พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป มีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เฉพาะเจาะจง และตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
  2. การเข้าถึงข้อมูลของสินค้า และบริการที่ต้องสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  1. ส่งมอบนวัตกรรมของสินค้า บริการ และโซลูชัน ที่ตอบสนองลูกค้าได้อย่างยั่งยืน
  2. เพิ่มช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าทั้งด้านการสั่งซื้อ ชำระเงิน ติดตามสถานะของสินค้า
  3. พัฒนาระบบการรับข้อมูลและการจัดการข้อมูลของลูกค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ
  1. วิเคราะห์และติดตามประสบการณ์ของลููกค้าตั้งแต่การเข้าใจปัญหาและความต้องการ พฤติกรรม การเลือกซื้อและใช้สินค้า บริการและโซลููชัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงการสำรวจความพึงพอใจต่อสินค้า บริการและโซลููชัน
4. การบริหารความเสี่ยงและภาวะหยุดชะงัก (Risk & Disruption Management) ตามธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการดำเนินงานความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำ ความเสี่ยงในกระบวนการผลิต ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงด้านการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก (disruption) รวมทั้งความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ บริหารความเสี่ยงและภาวะหยุดชะงักอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลและบูรณาการเข้ากับธุรกิจ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และมีความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  1. บริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรตามแนวทาง Committee of Sponsoring Organization (COSO) และ ISO 31000 เพื่อลดโอกาสและผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและจัดลำดับความสำคัญของรายการความเสี่ยงด้วยเครื่องมือ WRI AQUEDUCT ภายถ่ายดาวเทียมและRisk Map
  3. บริหารความเสี่ยงต่อเนื่องทางธุรกิจตามกรอบการดำเนินงาน BCM เพื่อความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการลดภัยพิบัติของ United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR) และเป้าประสงค์ตามกรอบเซ็นได (Sendai Framework) 7 เป้าหมาย

การประเมิน Double Materiality 2568 (GRI 3-3)

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Action and Strategy)

ผลกระทบต่อ SCGP + ชื่อเสียงที่ดีขึ้นและความมั่นใจของลูกค้าผ่านการจัดอันดับ ESG และการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
+ การปรับตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนที่กำลังจะเกิดขึ้น
- การใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับโครงการลด GHG
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย + ตอบสนองความต้องการ/ความต้องการของลูกค้าหรือนักลงทุนที่มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
+ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง
ระดับผลกระทบสุทธิ
ผู้มีส่วนได้เสียหลัก
  • ลูกค้า / นักลงทุน
  • พนักงาน
  • ซัพพลายเออร์ / คู่ธุรกิจ
Opportunities
  • โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน สําหรับปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอม รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรสากล เพื่อประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง รวมถึงพัฒนามาตรการรับมือ และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
  • การจัดหาไม้จากสวนป่าไม้ยั่งยืน
  • การนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ โดยการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมการผลิต ระดับสินค้าคงคลัง การใช้พลังงาน สภาพการทำงาน และระบบการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด คาดการณ์แนวโน้ม และสนับสนุนการปรับปรุงและการดำเนินงานอัตโนมัติอย่างเหมาะสม
อ้างอิง SDGs และ ESG4 Plus
กลยุทธ์
  • มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2
    1. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตลอดกระบวนการผลิต
    2. เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ
  • มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3
    1. จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ
    2. เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และการขนส่ง
    3. พัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยตลอดวัฎจักรชีวิต
    4. สนับสนุนระบบการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานผ่านการรีไซเคิลและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ร่วมกับลูกค้าและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
  • มาตรการดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก
    1. การดักจับและดูดซับคาร์บอน เน้นแนวทางการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยกลไกทางธรรมชาติ เพื่อดูดซับคาร์บอนระยะยาว เช่น ส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ และการฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติ
  • มาตรการส่งเสริมอื่น ๆ
    1. การบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยวางแผนการบริหารจัดการน้ำ พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับความเสี่ยงในทุกสถานการณ์
    2. การพัฒนากลไกด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน อาทิ พัฒนา Internal Carbon Pricing เพื่อสะท้อนต้นทุนคาร์บอน การใช้ Marginal Abatement Cost Curve (MACC) เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ
    3. การส่งเสริมความตระหนักและความเข้าใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับพนักงาน คู่ธุรกิจ ลูกค้า และชุมชนอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมาย & ผลงาน
  • ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563 (ผลการดำเนินงานปี 2568: 13.4%)​​
  • ลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตลงร้อยละ 15 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563​​ (ผลการดำเนินงานปี 2568: 16.2%)

Circular Economy

ผลกระทบต่อ SCGP + ลดต้นทุนในกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระบบอย่างคุ้มค่า
+ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
- การลงทุนในการจัดการที่สูงขึ้นสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ recycle ได้ยาก เช่น multilayer plastic packaging
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย + ภาครัฐได้รับการสนับสนุนการจัดทำ Extended Producer Responsibility (EPR)
+ ลูกค้ามีทางเลือกสินค้า eco product มากขึ้น
- ราคาของผลิตภัณฑ์สูงขึ้น
ระดับผลกระทบสุทธิ
ผู้มีส่วนได้เสียหลัก
  • ลูกค้า / นักลงทุน / ภาครัฐ
  • พนักงาน
  • ซัพพลายเออร์/ คู่ธุรกิจ
Opportunities
  1. ผู้บริโภคมีแนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน สามารถใช้ซ้ำ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  2. การสร้างคุณค่าจากวัสดุเหลือใช้หรือของเสีย (Waste to Value) เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นใหม่
อ้างอิง SDGs และ ESG4 Plus
กลยุทธ์
  1. พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบตามหลัก Circular Design เพื่อให้รีไซเคิลง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. ส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled: PCR) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่
  3. ออกแบบเพื่อลดน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ โดยยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการใช้งาน
  4. ส่งเสริมนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถสลายตัวได้ (Compostable) และนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Reusable) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
  5. การนำมาตรฐานการประเมินผลกระทบทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) มาใช้ เพื่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างมีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ทำให้น่าเชื่อถือ และสามารถวัดผลการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
เป้าหมาย & ผลงาน
  • SCGP มุ่งมั่นที่จะออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยร่วมสร้างสรรค์กับลูกค้า เพื่อมุ่งสู่บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด
  • 100% ที่สามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือสลายตัวได้ ภายในปี 2573

การมีลูกค้าและผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง Customer & Consumer Centricity

ผลกระทบต่อ SCGP + สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมครบถ้วน
+ ได้กลุ่มลุกค้าที่มี Loyalty กับสินค้ามากขึ้น
- ต้องใช้การรวบรวมข้อมูลจำนวนมากและวิเคราะห์ ซี่งต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย + ลูกค้าได้สินค้าที่ตรงตามความต้องการ
+ ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ระดับผลกระทบสุทธิ
ผู้มีส่วนได้เสียหลัก
  • ลูกค้า / นักลงทุน
  • พนักงาน
Opportunities
  1. พัฒนาช่องทางดิจิทัลทั้งด้านการสั่งซื้อ ชำระเงิน และติดตามสถานะสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า
  2. การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อยกระดับการให้บริการ
  3. พัฒนานวัตกรรมของสินค้า บริการ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและรีไซเคิล
อ้างอิง SDGs และ ESG4 Plus
กลยุทธ์
  1. ใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการของลูกค้าและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
  2. ยกระดับความพึงพอใจ โดยออกแบบประสบการณ์ที่ดีอย่างครบวงจรสำหรับลูกค้าในทุกจุดสัมผัส (touchpoints) ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต การจัดส่ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย
  3. ติดตามผลและประเมินความพึงพอใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาปรับปรุงกระบวนการและการบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
เป้าหมาย & ผลงาน
  • คะแนนประสบการณ์ของลูกค้า ร้อยละ 85 (ผลการดำเนินงานปี 2568: 89%)

ประเด็นสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่า (Materiality Through Value Chain)